Slider

รีวิวกล้อง เว็บแคม Web Camera สำหรับ PC ที่ให้ภาพคมชัดที่สุด

รีวิวกล้อง เว็บแคม Web Camera สำหรับ PC ที่ให้ภาพคมชัดที่สุด

เว็บแคม (Webcam) หรือ ชื่อเต็ม ๆ ว่า เว็บแคเมรา (Web Camera) เป็นกล้องที่สามารถบันทึกวีดีโอ และส่งสัญญาณภาพไปให้กับกับคอมพิวเตอร์ PC ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์ PC แบบตั้งโต๊ะ ที่เชื่อว่าหลาย ๆ คน จำเป็นต้องซื้อแยกต่างหากกันเกือบทุกคน หากถามว่าทำไมจะต้องซื้อ? เพราะว่าคอมพิวเตอร์ PC นั้นไม่ได้มีกล้องติดตั้งมาให้ในตัวเหมือน Notebook หรือ Laptop รวมถึง Macbook ด้วย แต่อันที่จริงแล้วนั้น กล้องใน Notebook หรือ Macbook ก็ไม่ได้มีความคมชัดมากมายหนัก เพียงแค่พอใช้งานได้เท่านั้น ยิ่งถ้าหน้าจอบางเท่าไหร่ คุณภาพความละเอียดของกล้องก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ด้วยปัญหานี้จึงทำให้ผู้ที่ใช้งาน Notebook เอง ก็มักจะซื้อ Webcam มาใช้เป็น Option เสริมกันอยู่บ่อย ๆ เช่นกัน

กล้องเว็บแคม Logitech c922 รูปภาพจาก logitech.com

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Webcam นั้นไม่เพียงแต่มีความคมชัดในเรื่องของความละเอียด และสีที่สดใส แต่ส่วนใหญ่มักจะยังมีโหมดทำงานตอนกลางคืนด้วยระบบอินฟราเรด ที่ให้ภาพออกมาเนียนสวย ซึ่งมาพร้อมกับหลอดไฟ เพื่อเพิ่มความสว่าง หรือไมโครโฟนในตัว ที่จะช่วยให้คุณภาพเสียงของคุณดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขึ้นอยู่กับการผลิตของแต่ละแบรนด์ อาทิเช่น  ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนในตัว, ปรับตั้งค่าแสงเองอัตโนมัติ, หมุนปรับโฟกัสที่หน้าเลนส์ได้, ไม่จำเป็นต้องติดตั้งไดร์เวอร์ เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ Software ของแต่ละแบรนด์

กล้องเว็บแคมสำหรับ สตรีมเมอร์เกม

สำหรับใครที่เป็นสายสตรีมเมอร์หรือจะเป็นนักแคสเกมก็ได้ อย่างสตรีมเมอร์นั้นเป็นอาชีพที่เกมเมอร์ทั้งหลาย จะเล่นเกมและทำการถ่ายทอดสด (Live) ไปด้วย โดยผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Twitch.tv, NimoTV, Facebook Live และ Youtube ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์จากสมาร์ทโฟน หรือ เกมจากคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการสตรีมได้ทั้งนั้น ซึ่งมีอุปกรณ์ที่สำคัญหลัก ๆ คอมพิวเตอร์, หน้าจอแสดงผลเมาส์คีย์บอร์ด, ไมโครโฟน, หูฟังแบบครอบหู และอื่น ๆ หากเป็นเกมสมาร์ทโฟนก็จะใช้จอยเกมมือถือเสริมเพิ่มตามความต้องการเกมส์นั้น ๆ รวมถึงตัวเอกอย่าง กล้องเว็บแคม (Webcam) ที่จะคอยถ่ายทอดสดผู้เล่นได้รับชม

การเลือกซื้อกล้องเว็บแคม (Webcam) ที่ดีที่สุด

กล้องเว็บแคม (Webcam) มีอยู่มากมายหลายรุ่นในท้องตลาด ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท ทำให้หลาย ๆ คนไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ซึ่งกล้องเว็บแคมในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพื่อวีดีโอคอลเพียงอย่างเดียวแล้ว โดยมันสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหลากหลาย ดังนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการเลือกกล้องเว็บแคม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

1. การใช้งาน

คุณต้องการนำไปใช้งานในด้านไหน เช่น วิดีโอคอลติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ๆ , การไลฟ์สดขายของ หรือใช้ในการสตรีมเกม หากคุณใช้วิดีโอคอลเพียงอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อกล้องที่มีราคาสูงจนเกินไป เนื่องจากไม่มีความจำเป็นในการใช้งานมากนัก แต่หากใช้ในการสตรีมเกมเป็นหลัก คุณจำเป็นที่จะต้องเลือกเฟรมเรทสูง ๆ เพราะจะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลขณะถ่ายทอดสด

2. เฟรมเรต (Frame rate)

อัตราเฟรมหมายถึงความเร็วในการแสดงผลภาพต่อวินาที มีหน่วยเป็น Frame per second (FPS) ยิ่งมีเฟรมเรตสูงมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลมากเท่านั้น โดยที่นิยมใช้กันในปัจจุบันจะอยู่ที่ 30 FPS

3. เลือกตามชนิดของเซ็นเซอร์

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคมนั้นก็มีชนิดของเซ็นเซอร์ให้เลือก โดยหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือเซ็นเซอร์ CCD และเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

โดยเซ็นเซอร์ CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device ที่ทําหน้าที่รับแสงอย่างเดียว ที่จะแปลงค่าสัญญาณอนาล็อก (แสง) ให้เป็นสัญญาณดิจิตอล สำหรับ CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor มีหน้าที่รับแสงเช่นกัน แต่จะทำการแปลงสัญญาณจากตัวเซ็นเซอร์เลย ดังนั้นสัญญาณที่ออกจาก CMOS จึงเป็นสัญญาณดิจิตอล ทำให้มีการทำงานรวดเร็วมากกว่า CCD แต่ CCD จะมีความเอียดของแสงและคมชัดมากกว่า และมีสัญญาณรบกวนภาพน้อยกว่า เพราะทำหน้าที่เพียงรับแสงอย่างเดียวไม่ต้องแปลงค่าสัญญาณใด ๆ

โดยรวมแล้ว CCD มีคุณภาพภาพด้าน Output นั้นจะดีกว่า แต่ CMOS นั้นก็ทำงานได้ดีและประหยัดพลังงาน ทั้งยังรวดเร็วกว่าจึงส่งผลทำให้มีอายุการใช้งานยาวกว่า CCD หากถามว่าจะเลือกเซ็นเซอร์แบบไหนดี ? สำหรับคนที่เล่นกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง ๆ แนะนำเซ็นเซอร์ CCD แต่สำหรับคนที่ต้องการการทำงานแบบเร็วรวดแนะนำเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งก็ถือว่ายังให้ความคมชัดในระดับคุณภาพดีเช่นกัน

3. การเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อของกล้อง Webcam นั้นก็มีความสำคัญ บางคนใช้คอมพิวเตอร์รุ่นที่ต่างกัน ก็จะทำให้ USB Port อาจจะมีเวอร์ชั่นที่ต่างกันด้วย ซึ่งจะมีตั้งแต่เวอร์ชัน USB 1.1, เวอร์ชัน USB 2.0, เวอร์ชัน USB 3.0 และเวอร์ชัน USB 3.1 ซึ่งแต่ละเวอร์ชัน นั้นก็จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ต่างกัน ยิ่งเวอร์ชั่นที่ออกมาหลัง ๆ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นโปรดตรวจสอบ USB Port ของคุณก่อนซื้อกล้อง Webcam ด้วยว่ารองรับกันหรือไม่ วิธีการแยกพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้เวอร์ชันพอร์ตของ USB ให้ตรงตามที่ออกแบบมาจะช่วยให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงานได้รวดเร็วตรงตามที่ระบุไว้ ถามว่าคนละเวอร์ชันสามารถใช้ร่วมกันได้ไหม? ก็สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และบางครั้งอุปกรณ์บางตัวก็ใช้ร่วมกันไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นเลือกใช้ให้ตรงตามเวอร์ชันจะเป็นการดีที่สุด

การเชื่อมต่อ USB Port

หรือคุณอาจจะมองหากล้อง Webcam ที่มีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย โดยใช้สัญญาณ WiFi ในการเชื่อมต่อแทน Port ต่าง ๆ นี่ถือว่าเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบต่สาย USB ให้วุ่นวาย

4. โหมดกลางคืน หรือ Night โหมด

โหมดกลางคืนก็เป็นอีหหนึ่งเรื่องที่ผู้ซื้อกล้องอเว็บแคมจะต้องพิจารณา เพราะหากกล้องเว็บแคมของคุณไม่มีโหมดกลางคืน ภาพที่ออกมาก็จะไม่มืดจนไม่มองไม่เห็นอะไรเลย โหมดกลางคืนจะทำหน้าที่ปรับภาพให้สว่างขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้หลอดไฟที่มาพร้อมกล้อง จะเห็นได้ว่ากล้องบางตัวก็ไม่มีหลอดไฟติดมารอบกล้อง เพราะกล้องพวกนี้มักจะมีระบบอินฟราเรดมาอยู่แล้ว ระบบอินฟราเรดนั้นจะช่วยให้กล้องทำงานในที่แสงน้อยได้ดี

5. ไมโครโฟน

ไมโครโฟนเป็น Option เสริมที่แถมมาพร้อมกล้อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกล้องเว็บแคมจะมีไมโครโฟนติดมาด้วยตลอด เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานที่สุด ไม่ต้องไปหาซื้อไมโครโฟนเสริมให้วุ่นวาย

6. ฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ

ในส่วนนี้หมายถึง โหมดต่าง ๆ เช่น โหมดโฟกัสอัตโนมัติ กำหนดระยะชัดของภาพได้ ปรับแสงอัตโนมิติ ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และอื่น ๆ โดยฟังก์ชันของกล้องเว็บแคมเหล่านี้ คือตัวช่วยที่ทำให้ภาพของคุณมีความคมชัด และคุณภาพที่ดีมากขึ้น แม้อยู่ในที่แสงน้อยก็ตาม รวมถึงคุณภาพของไมโครโฟนด้วยเช่นกัน

7. งบประมาณ

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคม (Webcam) ที่มีราคาสูง ๆ ย่อมมีคุณภาพดีกว่า ทั้งภาพ เสียง และคุณภาพด้านฟังก์ชั่นต่าง ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับคุณว่ามีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน แต่หากคุณต้องการนำไปสตรีมเกมโดยเฉพาะเราแนะนำให้ซื้อกล้องเว็บแคมที่มีราคาสูง ๆ ไปเลยจะดีกว่า เพราะมันจะทำให้การสตรีมของคุณลื่นไหล คมชัด ไม่มีทางสะดุดเลย

ในวันนี้สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยาก ทำอาชีพสตรีมเมอร์ อยู่ละก็ เรามีกล้องเว็บแคม (Webcam) ที่ให้ภาพคมชัด คุณภาพดี และที่สำคัญมีราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อยไปจนถึงรุ่นที่มีราคาหลักพัน จะมีรุ่นอะไร แบรนด์ไหนบ้าง ไปดูกันเลยครับ

 

รีวิวกล้อง เว็บแคม Web Camera สำหรับ PC ที่ให้ภาพคมชัดที่สุด

เว็บแคม (Webcam) – เทคโนโลยีสาระสนเทศและกาสรสื่อสาร

ความหมายของเว็บแคม (Webcam)
             เว็บแคม (Webcam) หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า Web Camera แต่ในบางครั้งก็มีคนเรียกว่า Video Camera หรือ Video Conference เป็นอุปกรณ์พุตที่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวของเราไปปรากฏในหน้าจอมอนิเตอร์ และสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวนี้ผ่านระบบเครือข่ายเพื่อให้คนอีกฟากหนึ่งสามารถเห็นตัวเราเคลื่อนไหวได้เหมือนอยู่ต่อหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์อีกตัวหนึ่ง และเริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยี่ห้อกล้องเว็บแคมที่มีชื่อเสียงและใช้กันทั่วไป โดยที่เด่นที่สุดในตอนนี้ คือ กล้องเว็บแคมของ Logitech ซึ่งผลิตกล้องเว็บแคมออกมาในท้องตลาดมากที่สุด ทั้งเรื่องคุณภาพและความสวยงามก็จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ
ชนิดของกล้องเว็บแคม (Webcam)
             กล้องเว็บแคม (Webcam) แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ แบบมีสาย และแบบไร้สาย โดยแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันดังนี้
            กล้องเว็บแคม (WebCamแบบมีสาย  จะมีความยุ่งยากในเรื่องการใช้สายต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จะมีราคาถูกกว่าแบบไร้สายมาก ทำให้คนส่วนใหญ่นิยมซื้อกล้องเว็บแคม (Webcam) แบบมีสายมาใช้งาน
            ข้อเสีย ของกล้องเว็บแคม (Webcam) แบบมีสาย คือ ทำให้ไม่สามารถวางตัวกล้องได้ไกลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้กล้องไม่สามารถจับภาพเคลื่อนไหวในระยะไกล ๆ ได้เหมือนแบบไร้สาย
            กล้องเว็บแคม (Webcamแบบไร้สาย จะมีราคาค่อนข้างแพงมากเมื่อเทียบกับแบบมีสาย เนื่องจากตัวกล้อง ต้องใช้เทคโนโลยีแบบไร้สายที่เรียกว่า Wireless WiFi หรือ IEEE 802.11 ที่ค่อนข้างมีต้นทุนสูง จึงส่งผลให้ตัวกล้องมีราคาแพงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก
            จุดเด่น ของกล้องเว็บแคม (Webcam) แบบไร้สาย คือ สามารถนำไปติดตั้งที่จุดใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงระยะห่างระหว่างตัวกล้องกับคอมพิวเตอร์
ส่วนประกอบของกล้องเว็บแคม (Webcam)
               โดยหลัก ๆ แล้ว การซื้อกล้องเว็บแคม (Webcam) มาใช้งาน จะเห็นว่ากล้องเว็บแคม (Webcam) ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ที่สำคัญดังนี้
            1.  เลนส์กล้อง  จะทำหน้าที่ในการจับภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เคลื่อนไหวผ่านไปมาอยู่หน้ากล้องหรืออยู่ในตำแหน่งที่เลนส์กล้องสามารถมองเห็นภาพได้
            2.  ตัวปรัระยะโฟกัส  จะทำหน้าที่ในการปรับโฟกัสของภาพเพื่อให้ภาพมีความชัดเจนมากขึ้น
            3.  ฐานรองกล้อง  มีไว้สำหรับเป็นที่ตั้งของตัวกล้องซึ่งช่วยให้เราสามารถวางกล้องบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้สะดวก
ราคาของกล้องเว็บแคม (Webcam)
          ราคา Webcam OKER  เริ่มต้นที่ 240 บาท ถึง 520 บาท (ตามรุ่น)
             ราคา Webcam TECFON รุ่น  W-017  ราคา 240 บาท
             ราคา Webcam MD-Tech เริ่มต้นที่ 390 บาท ถึง 440 บาท (ตามรุ่น)
             ราคา Webcam Y-Tech เริ่มต้นที่ 250 บาท ถึง 290 บาท (ตามรุ่น)
             ราคา Webcam Mstyle เริ่มต้นที่ 350 บาท (ตามรุ่น)
             ราคา Webcam Microsoft Lifecam เริ่มต้นที่ 1,900 บาท (ตามรุ่น)
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้กล้องเว็บแคม (Webcam)
        –  ทำให้การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตมีรสชาติมากขึ้น เนื่องจากสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของคู่สนทนาเหมือนกับอยู่ใกล้ชิดกัน
            –  ประหยัดเวลาไม่ต้องเดินทางไปประชุมกับลูกค้าตามที่ต่าง ๆ เนื่องจากสามารถนำเอากล้องเว็บแคม (Webcam) มาดัดแปลงเป็นกล้อง Video Conference เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้ากับลูกค้าได้
            –  ช่วยให้ปลอดภัยจากการเดินทางไปประชุมหรือไปสัมมนาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี
            –  นำไปประยุกต์ใช้เป็นชุดอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยคล้ายกับกล้องวงจรปิด สามารถใช้โปรแกรมที่ติดมากับกล้องเว็บแคม (Webcam) ทำหน้าที่คอยตรวจจับภาพเคลื่อนไหว แล้วทำการบันทึกจากตำแหน่งหรือจุดที่กำหนดไว้
            –  ช่วยให้สามารถเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ จากกล้องเว็บแคม (Webcam) ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้ามารับชมได้

ส่องเทคโนโลยีของกล้องบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เป็นอย่างไร?

ส่องเทคโนโลยีของกล้องบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เป็นอย่างไร?

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

ปัจจุบัน เทคโนโลยีของกล้องบนสมาร์ทโฟนถือว่าพัฒนามาไกลและรวดเร็วมากเลยทีเดียว โดยถ้าเทียบกับเมื่อก่อน จะเห็นได้ว่าคนละเรื่องกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะคุณภาพของภาพถ่าย ที่ในปัจจุบัน Smartphone บางรุ่น คุณภาพแทบจะเทียบเท่ากับ Mirrorless หรือ DSLR แล้ว จึงทำให้ตอนนี้หลายคนนิยมพกพาแค่ Smartphone เครื่องเดียวไปใช้ถ่ายรูปในทุกโอกาส

สำหรับสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานั้น หลักๆ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความละเอียด ซึ่งตอนนี้สูงสุดถึงหลักร้อยล้านพิกเซลแล้ว ถ้าเทียบกับสมัยก่อนที่ความคมชัดเพียงแค่ VGA ถือว่าแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันเท่าเลยทีเดียว นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็จะเป็นเรื่องของจำนวนของเลนส์ ที่มือถือสมัยนี้ มักจะมากับเลนส์ติดตัวเครื่องมากกว่า 2 เลนส์กันแล้ว ต่างจากที่เมื่อก่อน มีแค่เลนส์เดียวก็จบ และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ที่เราจะพาทุกไปดูกันในวันนี้

กล้องบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน เป็นอย่างไร ?

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

สำหรับกล้องบนสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนั้น เรียกได้ว่าพัฒนาไปมากเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากข้อมูลด้านบนแล้ว เราจะอธิบายเพิ่มเติมให้ทุกคนได้อ่านกัน ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

กล้องความละเอียดสูงสุด 108 ล้านพิกเซล

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

ความละเอียดของกล้องนั้นถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีก็มีการพัฒนาความละเอียดสูงสุดของภาพที่สามารถถ่ายได้ขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยอดีตที่มีความละเอียดเฉลี่ยของแต่ละรุ่นไม่เกิน 10 ล้านพิกเซล ได้พัฒนาขึ้นมาเป็น 20 ล้านพิกเซล 48 ล้านพิกเซล 64 ล้านพิกเซล และล่าสุดที่ความคมชัดสูงระดับ 108 ล้านพิกเซลเลยทีเดียว

เทคโนโลยีการรวมพิกเซล

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

เทคโนโลยีนี้จะใช้ประโยชน์จากเลนส์ความละเอียดสูงในด้านบน เพื่อให้ภาพคมชัดขึ้น โดยจะเป็นการรวมพิกเซลจากภาพขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ภาพที่ขนาดเล็กลง แต่มีรายละเอียดและสีสันที่ดีมากขึ้น เช่น เลนส์กล้องที่มีความละเอียดสูง 48 ล้านพิกเซล เมื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ กล้องก็จะถ่ายภาพออกมาเป็นทั้งหมด 4 ชุด และนำพิกเซลของแต่ละภาพมารวมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ได้ภาพใหม่ที่มีความคมชัดและรายละเอียดสูง ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล

เลนส์หลากประเภทในเครื่องเดียว

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

ในสมัยก่อน กล้องมือถือก็จะมีเพียงกล้องหลักแค่ 1 เลนส์ และถ้ามีกล้องหน้า กล้องหน้าก็จะมีเพียง 1 เลนส์เท่านั้น ซึ่งทำให้ถ่ายรูปได้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์กล้องได้เหมือนกับ DSLR และ Mirrorless แต่ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนหลายยี่ห้อนิยมใส่กล้องมาให้ตั้งแต่ 2 เลนส์ ซึ่งเลนส์ที่ใส่มาก็มีทั้งเลนส์ Wide (เลนส์มุมกว้าง) Ultra-wide (เลนส์มุมกว้างพิเศษ) Telephoto(เลนส์ซูม) Depth (เลนส์วัดระยะตื้น-ลึก) Macro (เลนส์สำหรับถ่ายระยะใกล้) และเลนส์กล้องแบบปกติ  ซึ่งช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์ภาพถ่ายบนสมาร์ทโฟนได้หลากหลายขึ้น

การซูมแบบไม่สูญเสียความละเอียด และซูมได้ไกลถึง 100 เท่า

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

เทคโนโลยีการซูมในกล้องบนสมาร์ทโฟนนั้นถือว่ามีข้อจำกัดมาตลอด เพราะในอดีตมักจะใช้การซูมโดยขยายภาพเข้า ทำให้ความคมชัดนั้นน้อย และความละเอียดไม่ดีนัก แต่ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนในปี 2020 มาพร้อมกับเลนส์ซูม ที่สามารถซูมได้สูงสุด 30 เท่าแบบไม่สูญเสียรายละเอียด ทำให้ได้ภาพที่ซูมและยังคงคมชัดอยู่ รวมถึงระยะการซูม ที่บางรุ่นสามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่า เรียกได้ว่ายืนถ่ายดวงจันทร์จากบนโลกได้สบายๆ

การปรับแต่งที่ทำได้เทียบเท่ากล้องระดับโปร

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

ปัจจุบันฟังก์ชั่นกล้องบนสมาร์ทโฟน สามารถปรับตั้งค่าได้หลากหลายอย่าง โดยเฉพาะรุ่นที่เป็นตัวท็อปของแต่ละค่าย ที่มักจะใส่การตั้งค่าในโหมดโปรมาเทียบเท่ากับกล้องระดับโปรเลยทีเดียว ข้อนี้เองที่จะช่วยให้เรารีดประสิทธิภาพของกล้องบนสมาร์ทโฟนให้มีคุณภาพออกมาเทียบเท่ากับกล้องระดับโปรได้เลย

โหมดการถ่ายภาพที่มีความหลากหลายขึ้น

เทคโนโลยี, กล้อง, สมาร์ทโฟน, ความละเอียด, ความคมชัด, จำนวน เลนส์, มุมกว้าง, ซูมได้ไกล, ถ่าย มาโคร

ในอดีต โหมดการถ่ายภาพบนโทรศัพท์มักจะมีน้อย ทำให้ถ่ายภาพได้ไม่หลากหลายมากนัก แต่ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนมีตัวเลือกของโหมดการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เราสามารถเลือกโหมดการถ่ายภาพให้เข้ากับฉากที่เราจะถ่ายได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะโหมดการถ่ายภาพแบบกลางคืน ที่พัฒนาขึ้นมาได้ดีจนทำให้ได้ภาพถ่ายตอนกลางคืนที่มีรายละเอียด สีสัน และความคมชัดที่ดีขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป ในอนาคตเราก็คงจะได้เห็นพัฒนาการของ Smartphone ด้านการถ่ายภาพที่ดีมากขึ้น ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็น Smartphone ที่ถ่ายภาพได้มุมกว้างมากขึ้น จนเกือบจะ 180 องศา ซูมได้ไกลและความละเอียดของภาพถ่ายดีมากขึ้น รวมถึงการถ่ายภาพแบบมาโคร ที่อาจจะถ่ายได้ใกล้สุดๆ จนสามารถขยายรายละเอียดบนวัตถุได้เสมือนกล้องจุลทรรศน์เลยก็ได้ ต้องรอดูกันต่อไปครับ

10 กล้องถ่ายรูปเจ๋งๆ ที่เหล่าเน็ตไอดอลนิยมใช้

สาวๆ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพหรือเซลฟี่ สงสัยมั้ยว่าทำไมบรรดา “เน็ตไอดอล” ถึงถ่ายรูปออกมาสวยเเละดูดี ทำไมรูปเราถึงถ่ายออกมาแล้วช่างแตกต่างขนาดนี้ และคงไม่มีใครชอบกล้องที่ใช้งานยุ่งยากต้องมานั่งปรับภาพปรับแสงอะไรดูวุ่นวาย เสียเวลา อยากได้กล้องที่แบบถ่ายปุ๊บสวยปั๊บอัพรูปได้ทันที วันนี้เรามี 10 กล้องถ่ายรูปเจ๋งๆ ที่เรียกว่าถ่ายรูปแล้วเป๊ะปัง อลังเว่อร์ ของเหล่าเน็ตไอดอลที่นิยมใช้กัน มาบอกต่อให้สาวๆ ลองพิจารณาเผื่อไปสอยมาไว้ข้างกาย

1. Panasonic GF7

สำหรับรุ่นนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจของสาวๆ ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวก ดีไซน์วินเทจนิดๆ มีสีให้เลือกหลายหลาย เช่น ขาว ดำ น้ำตาล มีสีชมพูด้วยนะ เซ็นเซอร์ 16 ล้านพิกเซล จอ Touchscreen ที่สามารถพับขึ้นเพื่อเซลฟี่ได้ และฟังก์ชั่นในการถ่ายรูปเซลฟี่เก๋ๆ เช่น บีบให้ดูผอม โบกมือเพื่อลั่นชัตเตอร์ หรือฟังก์ชั่นถ่ายภาพกระโดด ที่กล้องจะกดชัตเตอร์ให้อัตโนมัติตอนเรากระโดษ และยังสามารถสั่งลั่นชัตเตอร์ผ่านสมาร์ทโฟน และเชื่อมต่อเพื่อส่งรูปผ่าน wi-fi ได้อีกด้วย

2. Fuji-XA3

กล้องมิลเลอร์เลส FUJIFILM X-A3 มาพร้อมดีไซน์แบบเรโทรที่เป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มเจเนอเรชั่นใหม่ๆ เพราะดีไซน์แบบเรโทรให้ความรู้สึก “แตกต่าง” และ “ทันสมัย” ซึ่งเป็นที่นิยมของสาวๆ เป็นอย่างมากด้วยยอดขายที่ถล่มทลายมองไปทางไหนก็เห็นแต่สาวๆ ใช้รุ่นนี้กันทั้งนั้น

3. FUJIFILM X-A2

ถ้าไม่พูดถึงนี่ไม่ได้จริงๆ เรียกได้ว่าขึ้นหิ้งเป็นตัวท็อปไปแล้วสำหรับรุ่นนี้ เพราะในตลาดกล้องของประเทศไทยรุ่นนี้สามารถทำยอดขายถล่มทลาย ขึ้นเป็นอันดับ 1 คนมีชื่อเสียงก็นิยมใช้กันเยอะ เช่น เน็ตไอดอลชื่อดังอย่างพิมฐา, แป้งโกะ ในส่วนของการทำงาน ตัวนี้มาพร้อมเซนเซอร์รับภาพความละเอียด 16.3 megapixel หน้าตาของกล้องก็ดูดีสไตล์เรโทรและเป็นรุ่นแรกของฟูจิที่จอสามารถพับได้ เหมาะมากสำหรับการถ่ายภายตัวเอง ไฟล์รูปที่ได้ผิวสวยนวล อมชมพู ถูกใจขา Selfie อีกทั้งยัง Built- In Wifi แชร์รูปเข้ามือถือได้ทันที และมีฟังก์ชั่นโหมดสีแบบฟิล์ม (Film Simulation) ที่ปรับสีภาพให้ดูเหมือนถ่ายจากฟิล์มเก่ายุคคลาสสิคของฟูจิ ได้รูปที่สวยแปลกตา ไม่ซ้ำใครแน่นอน

4. Olympus OM-D E-M10

OM-D E-M10 กล้องมิเรอร์เลสระบบ Micro 4/3 ของ Olympus เน้นงานออกแบบที่ดูสวยคลาสสิกในสไตล์เรโทร เก็บภาพได้คมชัดด้วยความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซล พร้อมใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบ Live MOS ช่วยให้ได้ภาพที่สวยสมจริงสุด ๆ สามารถเก็บภาพต่อเนื่องได้ 5 ภาพต่อวินาที แถมมีตัวกันภาพสั่นไหวแบบ 3 แกนด้วย มี Wi-Fi บิวท์อินไว้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

5. SONY A5100

ถ่ายภาพด้วยโฟกัสเหลือเชื่อ ระบบ Fast Hybrid AF ที่มี 179 จุด ผนวกกับโฟกัสแบบสัมผัสง่ายๆ ช่วยให้ภาพของคุณสวยเนียนระดับมืออาชีพ หรือเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือโฟกัสรวดเร็ว เชื่อมต่อ Wi-Fi และอัพโหลดรูปลงได้เลยสะดวกรวดเร็วจริงๆ

6. Olympus EPL-7

กล้องตัวนี้เป็นเซนเซอร์ CMOS ขนาด Four Thirds ความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซลมีกันสั่น 3 แกนช่วยให้ภาพสั่นไหวน้อยลง วัสดุส่วนใหญ่เป็นพลาสติกคุณภาพสูงทำลวดลายให้คล้ายหนัง ผสมกับอะลูมิเนียม ขนาดค่อนข้างเล็กมาก น้ำหนักเบา พกพาง่าย จับกระชับมือ ดีไซน์สวยงามผสมผสานระหว่างความวินเทจและโมเดิร์นได้ลงตัว มีระบบกันสั่น 3 แกนช่วยให้ภาพสั่นไหวน้อยลง หน้าจอทัชสกรีนได้ สามารถสั่งงานต่างๆเช่น เเตะเลือกจุดโฟกัส ปรับตั้งค่ากล้อง เลื่อนดูรูป หรือกดชัตเตอร์ได้ง่ายๆ อีกจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Olympus EPL7 แตกต่างจากรุ่นอื่นๆในตลาด คือหน้าจอของรุ่นนี้ จอพับเซลฟี่ลงไปด้านล่าง

7. Olympus OM-D E-M5 Mark II

OM-D E-M10 กล้องมิเรอร์เลสระบบ Micro 4/3 ของ Olympus เน้นงานออกแบบที่ดูสวยคลาสสิกในสไตล์เรโทร เก็บภาพได้คมชัดด้วยความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซล พร้อมใช้เซ็นเซอร์ภาพแบบ Live MOS ช่วยให้ได้ภาพที่สวยสมจริงสุด ๆ สามารถเก็บภาพต่อเนื่องได้ 5 ภาพต่อวินาที แถมมีตัวกันภาพสั่นไหวแบบ 3 แกนด้วย มี Wi-Fi บิวท์อินไว้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน

8. Panasonic GX8

สเปคจัดเต็มด้วยเซนเซอร์ Micro 4/3 ความละเอียด 20.3 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่นในตัวกล้อง ระบบออโต้โฟกัส 49 จุด ให้ภาพคุณภาพสูงระดับมืออาชีพ สามารถถ่ายวิดิโอคมชัดแบบ 4K ได้ ที่สำคัญตัวนี้มาพร้อมจอแบบทัชสกรีนที่หมุนอิสระ บิดพับได้หลายองศา จะหันมาด้านหน้าเพื่อถ่ายรูป Selfie ก็มีโหมดภาพ Soft Skin สำหรับแต่งหน้าเนียน ฟรุ้งฟริ้ง หรือบีบหน้าให้พร้อมเพรียวก็ทำได้ มีช่องมองภาพ หรือ วิวไฟน์เดอร์แบบอิเล็คทรอนิก ที่ยกตัวขึ้นด้านบนแบบพับได้ (Tilting) เหมาะมากๆกับคนที่ชอบถ่ายภาพแนวสตรีทหรือท่องเที่ยว บอดี้กล้องทนทาน สวยงาม กันละอองน้ำและฝุ่น รองรับ Wi-Fi และ NFC ในการเชื่อมตัวกับสมาร์ทโฟน

9. Canon EOS M3

รุ่นนี้การออกแบบเน้นความเรียบง่ายในการใช้งาน ปุ่มไม่เยอะ ควบคุมการทำงานต่างๆผ่านหน้าจอทัชสกรีนที่พับได้ 180 องศา สะดวกต่อการถ่ายภาพ Selfie มาพร้อมจำนวนพิกเซลสูงสุด 24.2 ล้านพิกเซล มี Flash ในตัว และมีช่อง Hotshoe สำหรับใส่อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมได้ เช่น ช่องมองภาพ ( Viewfinder) ตัวนี้ขนาดถือว่าเล็กมาก น้ำหนักเบา พกพาง่าย ใส่กระเป๋าได้สบายๆ มี Grip ยื่นออกมาให้จับถนัดมือ รองรับการเชื่อมตัวแบบ Wi-Fi และ NFC เช่นกัน

10. Canon EOS M10

ตัวนี้ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวกดีไซน์เรียบเท่แบบมินิมอล น้ำหนักเบาเพียง 301 กรัม มีเคสกล้องให้เลือกใช้สีสันสดใส หน้าจอขนาด 3 นิ้วแบบ touchscreen ที่ตอบสนองต่อการใช้งานดีมาก สามารถพับได้เพื่อการถ่าย Selfie ซึ่งมีฟังก์ชั่นสนับสนุนที่น่าใช้งาน เช่น ปรับความเนียนของผิว ที่ทำได้ถึง 3 ระดับ , เพิ่มความสว่างใสให้ใบหน้า รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ NFC

สาวๆ สายเซลฟี่ใครชอบตัวไหน ฟังชั้นก์แบบไหน ก็ลองไปเลือกไปซื้อไปจับจองกันดูนะคะ

วิธีการเลือกกล้องเว็บแคมสำหรับ PC

เว็บแคม (Webcam) หรือ ชื่อเต็ม ๆ ว่า เว็บแคเมรา (Web Camera) เป็นกล้องที่สามารถบันทึกวีดีโอ และส่งสัญญาณภาพไปให้กับกับคอมพิวเตอร์ PC ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์ PC แบบตั้งโต๊ะ ที่เชื่อว่าหลาย ๆ คน จำเป็นต้องซื้อแยกต่างหากกันเกือบทุกคน หากถามว่าทำไมจะต้องซื้อ? เพราะว่าคอมพิวเตอร์ PC นั้นไม่ได้มีกล้องติดตั้งมาให้ในตัวเหมือน Notebook หรือ Laptop รวมถึง Macbook ด้วย แต่อันที่จริงแล้วนั้น กล้องใน Notebook หรือ Macbook ก็ไม่ได้มีความคมชัดมากมายหนัก เพียงแค่พอใช้งานได้เท่านั้น ยิ่งถ้าหน้าจอบางเท่าไหร่ คุณภาพความละเอียดของกล้องก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ด้วยปัญหานี้จึงทำให้ผู้ที่ใช้งาน Notebook เอง ก็มักจะซื้อ Webcam มาใช้เป็น Option เสริมกันอยู่บ่อย ๆ เช่นกัน

กล้องเว็บแคม Logitech c922 รูปภาพจาก logitech.com

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Webcam นั้นไม่เพียงแต่มีความคมชัดในเรื่องของความละเอียด และสีที่สดใส แต่ส่วนใหญ่มักจะยังมีโหมดทำงานตอนกลางคืนด้วยระบบอินฟราเรด ที่ให้ภาพออกมาเนียนสวย ซึ่งมาพร้อมกับหลอดไฟ เพื่อเพิ่มความสว่าง หรือไมโครโฟนในตัว ที่จะช่วยให้คุณภาพเสียงของคุณดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขึ้นอยู่กับการผลิตของแต่ละแบรนด์ อาทิเช่น  ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนในตัว, ปรับตั้งค่าแสงเองอัตโนมัติ, หมุนปรับโฟกัสที่หน้าเลนส์ได้, ไม่จำเป็นต้องติดตั้งไดร์เวอร์ เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ Software ของแต่ละแบรนด์

กล้องเว็บแคมสำหรับ สตรีมเมอร์เกม

สำหรับใครที่เป็นสายสตรีมเมอร์หรือจะเป็นนักแคสเกมก็ได้ อย่างสตรีมเมอร์นั้นเป็นอาชีพที่เกมเมอร์ทั้งหลาย จะเล่นเกมและทำการถ่ายทอดสด (Live) ไปด้วย โดยผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Twitch.tv, NimoTV, Facebook Live และ Youtube ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์จากสมาร์ทโฟน หรือ เกมจากคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการสตรีมได้ทั้งนั้น ซึ่งมีอุปกรณ์ที่สำคัญหลัก ๆ คอมพิวเตอร์, หน้าจอแสดงผลเมาส์คีย์บอร์ด, ไมโครโฟน, หูฟังแบบครอบหู และอื่น ๆ หากเป็นเกมสมาร์ทโฟนก็จะใช้จอยเกมมือถือเสริมเพิ่มตามความต้องการเกมส์นั้น ๆ รวมถึงตัวเอกอย่าง กล้องเว็บแคม (Webcam) ที่จะคอยถ่ายทอดสดผู้เล่นได้รับชม

การเลือกซื้อกล้องเว็บแคม (Webcam) ที่ดีที่สุด

กล้องเว็บแคม (Webcam) มีอยู่มากมายหลายรุ่นในท้องตลาด ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท ทำให้หลาย ๆ คนไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ซึ่งกล้องเว็บแคมในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพื่อวีดีโอคอลเพียงอย่างเดียวแล้ว โดยมันสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหลากหลาย ดังนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการเลือกกล้องเว็บแคม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

1. การใช้งาน

คุณต้องการนำไปใช้งานในด้านไหน เช่น วิดีโอคอลติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ๆ , การไลฟ์สดขายของ หรือใช้ในการสตรีมเกม หากคุณใช้วิดีโอคอลเพียงอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อกล้องที่มีราคาสูงจนเกินไป เนื่องจากไม่มีความจำเป็นในการใช้งานมากนัก แต่หากใช้ในการสตรีมเกมเป็นหลัก คุณจำเป็นที่จะต้องเลือกเฟรมเรทสูง ๆ เพราะจะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลขณะถ่ายทอดสด

2. เฟรมเรต (Frame rate)

อัตราเฟรมหมายถึงความเร็วในการแสดงผลภาพต่อวินาที มีหน่วยเป็น Frame per second (FPS) ยิ่งมีเฟรมเรตสูงมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลมากเท่านั้น โดยที่นิยมใช้กันในปัจจุบันจะอยู่ที่ 30 FPS

3. เลือกตามชนิดของเซ็นเซอร์

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคมนั้นก็มีชนิดของเซ็นเซอร์ให้เลือก โดยหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือเซ็นเซอร์ CCD และเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

โดยเซ็นเซอร์ CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device ที่ทําหน้าที่รับแสงอย่างเดียว ที่จะแปลงค่าสัญญาณอนาล็อก (แสง) ให้เป็นสัญญาณดิจิตอล สำหรับ CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor มีหน้าที่รับแสงเช่นกัน แต่จะทำการแปลงสัญญาณจากตัวเซ็นเซอร์เลย ดังนั้นสัญญาณที่ออกจาก CMOS จึงเป็นสัญญาณดิจิตอล ทำให้มีการทำงานรวดเร็วมากกว่า CCD แต่ CCD จะมีความเอียดของแสงและคมชัดมากกว่า และมีสัญญาณรบกวนภาพน้อยกว่า เพราะทำหน้าที่เพียงรับแสงอย่างเดียวไม่ต้องแปลงค่าสัญญาณใด ๆ

โดยรวมแล้ว CCD มีคุณภาพภาพด้าน Output นั้นจะดีกว่า แต่ CMOS นั้นก็ทำงานได้ดีและประหยัดพลังงาน ทั้งยังรวดเร็วกว่าจึงส่งผลทำให้มีอายุการใช้งานยาวกว่า CCD หากถามว่าจะเลือกเซ็นเซอร์แบบไหนดี ? สำหรับคนที่เล่นกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง ๆ แนะนำเซ็นเซอร์ CCD แต่สำหรับคนที่ต้องการการทำงานแบบเร็วรวดแนะนำเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งก็ถือว่ายังให้ความคมชัดในระดับคุณภาพดีเช่นกัน

3. การเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อของกล้อง Webcam นั้นก็มีความสำคัญ บางคนใช้คอมพิวเตอร์รุ่นที่ต่างกัน ก็จะทำให้ USB Port อาจจะมีเวอร์ชั่นที่ต่างกันด้วย ซึ่งจะมีตั้งแต่เวอร์ชัน USB 1.1, เวอร์ชัน USB 2.0, เวอร์ชัน USB 3.0 และเวอร์ชัน USB 3.1 ซึ่งแต่ละเวอร์ชัน นั้นก็จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ต่างกัน ยิ่งเวอร์ชั่นที่ออกมาหลัง ๆ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นโปรดตรวจสอบ USB Port ของคุณก่อนซื้อกล้อง Webcam ด้วยว่ารองรับกันหรือไม่ วิธีการแยกพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้เวอร์ชันพอร์ตของ USB ให้ตรงตามที่ออกแบบมาจะช่วยให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงานได้รวดเร็วตรงตามที่ระบุไว้ ถามว่าคนละเวอร์ชันสามารถใช้ร่วมกันได้ไหม? ก็สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และบางครั้งอุปกรณ์บางตัวก็ใช้ร่วมกันไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นเลือกใช้ให้ตรงตามเวอร์ชันจะเป็นการดีที่สุด

การเชื่อมต่อ USB Port

หรือคุณอาจจะมองหากล้อง Webcam ที่มีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย โดยใช้สัญญาณ WiFi ในการเชื่อมต่อแทน Port ต่าง ๆ นี่ถือว่าเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบต่สาย USB ให้วุ่นวาย

4. โหมดกลางคืน หรือ Night โหมด

โหมดกลางคืนก็เป็นอีหหนึ่งเรื่องที่ผู้ซื้อกล้องอเว็บแคมจะต้องพิจารณา เพราะหากกล้องเว็บแคมของคุณไม่มีโหมดกลางคืน ภาพที่ออกมาก็จะไม่มืดจนไม่มองไม่เห็นอะไรเลย โหมดกลางคืนจะทำหน้าที่ปรับภาพให้สว่างขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้หลอดไฟที่มาพร้อมกล้อง จะเห็นได้ว่ากล้องบางตัวก็ไม่มีหลอดไฟติดมารอบกล้อง เพราะกล้องพวกนี้มักจะมีระบบอินฟราเรดมาอยู่แล้ว ระบบอินฟราเรดนั้นจะช่วยให้กล้องทำงานในที่แสงน้อยได้ดี

5. ไมโครโฟน

ไมโครโฟนเป็น Option เสริมที่แถมมาพร้อมกล้อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกล้องเว็บแคมจะมีไมโครโฟนติดมาด้วยตลอด เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานที่สุด ไม่ต้องไปหาซื้อไมโครโฟนเสริมให้วุ่นวาย

6. ฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ

ในส่วนนี้หมายถึง โหมดต่าง ๆ เช่น โหมดโฟกัสอัตโนมัติ กำหนดระยะชัดของภาพได้ ปรับแสงอัตโนมิติ ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และอื่น ๆ โดยฟังก์ชันของกล้องเว็บแคมเหล่านี้ คือตัวช่วยที่ทำให้ภาพของคุณมีความคมชัด และคุณภาพที่ดีมากขึ้น แม้อยู่ในที่แสงน้อยก็ตาม รวมถึงคุณภาพของไมโครโฟนด้วยเช่นกัน

7. งบประมาณ

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคม (Webcam) ที่มีราคาสูง ๆ ย่อมมีคุณภาพดีกว่า ทั้งภาพ เสียง และคุณภาพด้านฟังก์ชั่นต่าง ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับคุณว่ามีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน แต่หากคุณต้องการนำไปสตรีมเกมโดยเฉพาะเราแนะนำให้ซื้อกล้องเว็บแคมที่มีราคาสูง ๆ ไปเลยจะดีกว่า เพราะมันจะทำให้การสตรีมของคุณลื่นไหล คมชัด ไม่มีทางสะดุดเลย

เว็บแคม (Web Cam) คืออะไร

Web Cam ชื่อเต็มๆ คือ Web Camera หมายถึงกล้องถ่ายรูป วีดีโอที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ บางคนอาจเรียก Web Cam ว่า Video Camera โดยปกติแล้ว คอมพิวเตอร์ notebook รุ่นใหม่ๆ จะมีกล้องติดมาให้ด้วยเลย ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อ Web Cam มาเพิ่มเติม

Web Cam ทำอะไรได้บ้าง

หลักๆ ของการใช้งานเว็บแคมก็คือ การ chat ทาง MSN, Skype เพื่อให้สามารถเห็นหน้าตาได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมใช้กันมากสำหรับการประยุกต์ไปใช้งานอย่างอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น ใช้เป็นกล้องถ่ายรูป หรือ จะใช้สำหรับการทำเป็นกล้อง CCTV ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

ประเภทของ Web Cam

ราคาของเว็บแคม มีตั้งราคาหลักร้อยขึ้นไป ทั้งนี้ ถ้าต้องการคุณภาพสูงก็คงต้องเลือกกันที่ตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งทั่วไปจะมี 2 แบบคือ แบบ CCD และแบบ CMOS (CMOS เป็นที่นิยมกว่า CCD) อย่างไรก็ตาม ความละเอียดของภาพที่ได้ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณภาพ และราคาแตกต่างกันออกไป

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อ ถ้าเป็นการติดตั้งแบบภายนอก (สำหรับ notebook ที่ไม่มีเว็บแคมหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ) ส่วนใหญ่ก็นิยมเชื่อมต่อผ่าน USB พอร์ต ซึ่งถือว่าสะดวก และดีที่สุดในปัจจุบัน

เทคนิคการถ่ายภาพ Silhouette

1. ควรเลือกรูปร่างของวัตถุหรือตัวแบบที่เห็นได้ชัดเจน

Silhouette สามารถเกิดได้จากวัตถุหรือแบบต่างๆที่มีความชัด แต่ไม่ใช่ว่าจะถ่ายออกมาได้สวยงามไปทั้งหมด ก่อนที่จะถ่ายควรหาวัตถุที่มีรูปร่างหรือส่วนโค้งที่เห็นได้ชัดเจน เพราะภาพ Silhouette นั้นจะไม่สื่อออกมาเป็นสีหรือมีรายละเอียดใดๆ แต่จะเห็นเป็นเพียงเงาดำโครงร่างมืดๆเท่านั้น วัตถุหรือแบบมีรูปร่างที่โดดเด่นน่าจดจำจะทำให้ภาพดูน่าสนใจ

2. หามุมแสงที่จะถ่าย

การถ่ายภาพ Silhouette ทำได้ง่าย เพียงหาแสงที่ผ่านเข้ามาด้านหลังวัตถุหรือแบบที่ต้องการถ่าย และแสงจากฉากหน้าจะต้องสว่างน้อยกว่าฉากหลัง ปกติในการถ่ายก็อาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแสงธรรมชาติที่พบเห็นได้ง่ายและสวยงามที่สุด ส่วนเวลาในการถ่ายที่ดีที่สุดคือช่วงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและตก หรือจะใช้แสงประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ได้เช่นกัน

3. ปิดแฟลช

เวลาจะเริ่มถ่ายถ้ากล้องอยู่ในโหมด Auto กล้องอาจลั่นแฟลชออกมาได้ เพราะถ่ายตอนแสงน้อย จะทำให้วัตถุหรือตัวแบบสว่างขึ้นจนกลายเป็นภาพถ่ายธรรมดาไม่ใช่ภาพ Silhouette ดังนั้นก่อนถ่าย ควรปิดแฟลชทุกครั้ง

4. จัดองค์ประกอบของภาพ

สถานที่ที่เหมาะแก่การถ่ายภาพ Silhouette คือสถานที่เปิดโล่ง เช่น ชายหาด ทุ่งหญ้ากว้าง ๆ หรือริมแม่น้ำ เมื่อหาสถานที่และวัตถุ Silhouette ได้แล้ว ก็มาจัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ Silhouette กันต่อ ซึ่งทำได้ง่าย ๆ โดยให้วัตถุหรือตัวแบบอยู่ที่ฉากหน้า ส่วนท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ถ้าให้ดีควรเป็นช่วงที่ท้องฟ้าโปร่งและไม่มีเมฆจะดีกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มความสวยงามในภาพได้ ส่วนการวางตำแหน่งของวัตถุกับแสงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

5. วัตถุหรือตัวแบบต้องโดดเด่น

ถ้าต้องการถ่ายวัตถุหลายอย่างให้อยู่ในภาพเดียวกัน พยายามอย่าให้วัตถุอยู่ใกล้กันเกินไป หรือเงาของวัตถุทับซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในฉากมีคนและต้นไม้อยู่ ควรให้คนยืนห่างหรือยืนข้างๆ ต้นไม้ และหลีกเลี่ยงการยืนหน้าต้นไม้ เพราะจะทำให้เงาของต้นไม้กับคนรวมกันจนเกิดเป็นรูปร่างใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งทำให้ผู้ที่ชมภาพสับสนว่าเป็นภาพอะไร
หากจะถ่ายเน้นเฉพาะตัวบุคคลต้องให้คนที่รับชมภาพจดจำภาพได้ง่าย ๆ โดยใช้โครงร่างของใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน เช่น จมูก ปากและแก้ม

6. โหมด Auto

กล้องดิจิทัลสมัยนี้ฉลาดในเรื่องการวัดแสงแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว แม้แต่เวลาที่ต้องการภาพ Silhouette กล้องก็จะทำให้ตัวแบบสว่างขึ้นมา ดังนั้นก่อนเริ่มถ่ายให้จัดองค์ประกอบของภาพก่อน โดยวัดแสงไปยังจุดที่ท้องฟ้าสว่างที่สุดในภาพ กดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงแล้วหันกล้องกลับไปมุมที่จัด
องค์ประกอบไว้ และถ่ายภาพได้เลย หรือจะใช้โหมดวัดแสงแบบจุด ซึ่งช่วยวัดแสงไปจุดที่ต้องการแทนการวัดแสงหลายๆ จุดในภาพก็ได้

7. โหมด Manual

ช่างภาพบางคนชอบตั้งค่าโหมด Manual มากกว่า ในการถ่ายภาพ Silhouette ให้ตั้งค่า f แคบ ๆ เช่น f8 หรือมากกว่านั้น เพื่อให้มีความชัดลึกทั้งภาพและช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสีอันเกิดจากการเล็งกล้องไปที่ดวงอาทิตย์ ในการตั้งค่าสปีดชัตเตอร์ถ้าภาพยังมืดไม่พอ ก็ให้เพิ่มสปีดชัตเตอร์สูงๆ อีก โดยให้เริ่มที่ 1/125 ในกรณีที่วัตถุหรือตัวแบบหยุดนิ่ง หรือ 1/250 เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนไหว
ส่วนการตั้งค่า ISO ควรตั้งให้ต่ำเท่าที่จะทำได้ เพราะขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก มักอดใจไม่ได้ที่จะเพิ่มค่า ISO ให้สูงขึ้น ควรค่อยๆ เพิ่ม ISO จะดีกว่า เพราะถ้า ISO สูงเกินไป ภาพก็จะเกิด Noise ได้ แต่โอกาสในการเกิด Noise ก็ขึ้นอยู่กับกล้องแต่ละรุ่นด้วย

8. การโฟกัส

ในการถ่ายภาพ Silhouette วัตถุหรือตัวแบบที่อยู่ฉากหน้าจะต้องอยู่ในโฟกัส หากวัดแสงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เลือก Manual focus เพราะโหมดนี้จะดีกว่าการตั้งค่าแบบ Auto focus ตรงที่สามารถเลือกจุดโฟกัสได้เอง โดยเลือกโฟกัสไปที่ตัววัตถุหรือตัวแบบที่อยู่ฉากหน้า และมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือใช้การตั้งค่ารูรับแสง f แคบ ๆ อย่างที่บอกไปแล้วในข้อ 7 เพื่อให้ทั้งภาพชัดลึกอยู่ในช่วงโฟกัสทั้งหมด

การดูแลรักษากล้อง

1.ระวังกล้องตก – เพราะถ้าเกิดการตกลงกระแทกกับพื้นที่แข็งอาจจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกล้องตก โดยการใช้สายคล้องมือ หรือ ใส่สายคล้องคอ

2.ระวังไม่ให้กล้องถูกน้ำจืดและน้ำเค็ม – เพราะน้ำเค็มของทะเลจะมีการกัดกร่อนตัวกล้องได้ ถ้ามีการโดนให้ทำความสะอาดด้วยน้ำปกติเช็ดให้แห้ง

3.ห้ามวางกล้องในที่ร้อนจัดหรือที่ชื้น – เพราะอากาศที่ร้อนจัดเช่น เอาไว้บนรถจะมีความร้อนสะสมอาจจะทำให้สารหรือกาวที่มีส่วนประกอบละลาย ไปด้วยส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ หรือ ไว้ในที่ชื้น เช่น ตู้เสื้อผ้า พวกเสื้อผ้าจะเก็บความชื้นไว้ในตัวประมาณหนึ่งอยู่แล้วเวลาเจออากาศที่เย็น อาจจะทำให้กล้องมีความชื้นและอาจจะขึ้นราได้

4.พยายามหลีกเลี่ยงการกดทับของจอ LCD – จอLCDเป็นแค่การแสดงผลให้ดูเฉยๆ แต่จะไม่มีผลอะไรกับภาพถ่ายของเรา ถ้าเป็นไปได้ควรระวังตอนเอากล้องไว้ในกระเป๋าร่วมกับอุปกรณ์อย่างอื่น หรือไว้ในกระเป๋ากางเกง อาจจะโดนสิ่งของอย่างอื่นกดทับบริเวณหน้าจอทำให้เป็นรอยจุดดำๆขึ้นมาที่จอภาพควรหาเคสที่แข็งๆหุ้มกันไว้อีกทีก็ได้ก่อนเก็บกล้อง

5.ไม่ได้ใช้กล้องนานๆ ควรนำแบตเตอรี่ออกจากกล้อง – ถ้าหากหยุดใช้กล้องเป็นเวลานานควรเอาแบตออกจากกล้อง เพราะแบตเมื่อคลายประจุไฟจนหมดจากการสัมผัสโลหะที่ขั้วตลอดเวลาที่อยู่ในกล้องอาจจะทำให้แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมการใช้งาน ควรชาร์จไฟแบตให้เต็มแล้วเก็บแยกออกจากตัวกล้องต่างหากส่วนใหญ่เวลาชาร์จไฟเต็มแบตแล้วไม่ได้ใช้ไฟในแบตจะอยู่ได้ประมาณ1เดือน ไฟแบตก็จะเริ่มหมดแล้วนำมาชาร์จใหม่ และควรจะมีการลั่นชัตเตอร์กล้องบ้างอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งก็ยังดีถ้าหากไม่ได้ใช้งานเลย

6.กรณีมือเปียกน้ำไม่ควรจับแบตเตอรี่หรือเมมโมรี่การ์ด – มือเปียกน้ำไม่ควรจับบริเวณที่เป็นโลหะอิเล็กทรอนิกส์ เพราะน้ำก็ไม่คู่กับอิเล็กทรอนิคอยู่แล้วทั้งทำตกน้ำหรือมีน้ำติดเข้าไปในเครื่องจากเมมโมรี่การ์ดหรือแบตเตอรี่ก็ตามไป ถ้าหากน้ำเข้าไปในเครื่องแล้ว อย่าเพิ่งเปิดเครื่องภายในทันทีเพราะอาจจะเกิดการช็อตได้ ให้ถอดแบตออกก่อนแล้วผึ่งให้แห้ง แล้วรีบส่งศูนย์บริการด่วนเลยยกเว้นกล้องรุ่นที่ใช้ดำน้ำโดยเฉพาะต้องระวังเรื่องของซีลยางถ้าศึกกร่อนต้องรีบเปลี่ยน

7.เลนส์ที่ยื่นออกมาจากตัวกล้องระวังการชนกระแทรก – กล้องที่มีเลนส์ยื่นออกมาจากตัวกล้อง เช่น คอมแพคเวลาเปิดกล้องอย่าให้มีอะไรไปดันเลนส์ไว้อาจจะทำให้เฟืองหรือกลไกลในเลนส์ค้างได้ เช่น อยู่ในกระเป๋าแล้วมีการไปโดนสวิซเปิดปิดโดยไม่รู้ตัวอาจจะทำให้เลนส์เอ่อเร่อ

8.ควรมีแผ่นปิดหน้าจอ LCD เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน – ควรหาที่ปิดกันรอยหน้าจอมาติดไว้ที่หน้าจอกันรอยขูดขีดและถ้าหากใช้กันรอยมานานๆก็หาแผ่นใหม่มาติดแทนก็ได้จะทำให้หน้าจอยังใหม่อยู่เสมอ

9.ควรมีกระเป๋ากล้องเพื่อจะได้ป้องกันขั้นต้น – ก่อนอื่นควรหากระเป๋ามาใส่กล้องเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆจากที่ได้กล่าวมาแล้วเพื่อไม่ให้กล้องเกิดความเสียหาย

10.ระวังฝุ่นหรือเมล็ดทรายเข้ากล้อง – ก่อนเก็บเลนส์และกล้องให้เอาผ้าเช็ดตามซอกช่องของเลนส์ที่ยื่นมา เพื่อไม่ให้ฝุ่นหรือเม็ดทรายเข้าไปติดบริเวณนั้น อาจจะเป็นการขัดของเลนส์ทำให้ฝืดไม่ลื่น ถ้าเป็นคอมแพคอาจจะมีการค้างของเลนส์ก็เป็นได้ เช่น เราไปเที่ยวทะเลจะมีลมที่พัดมาพร้อมกับเม็ดทรายเล็กๆอยู่ตลอดเวลาต้องระมัดระวังตรงนี้ด้วย

เทคโนโลยีไบโอเมตทริกซ์

เทคโนโลยีไบโอเมตทริกซ์

(Biometrics) คือ เทคโนโลยีที่สำหรับยืนยันตัวบุคคล โดยผสมผสานเทคโนโลยี ทางด้านชีวภาพ และทางการแพทย์ กับเทคโนโลยีทาง คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการตรวจวัดลักษณะทางกายภาพและลักษณะทาง พฤติกรรม ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคลนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จึงทำให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูง การใช้ไบโอเมตริกซ์ ทำให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ความจำ หรือจำเป็นต้องถือบัตรผ่านใดๆ ทำให้สะดวกและรวดเร็ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพกบัตร และต้องจำรหัสผ่าน อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันการสูญหายของบัตรผ่าน และไบโอเมตริกซ์ยังยากต่อการปลอมแปลง และยากต่อการลักลอบนำไปใช้

เงื่อนไขในการทำไบโอเมตทริกซ์

  • ในประเทศไทยจะถูกขอให้ดำเนินการให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของตนในขณะที่ยื่นคำขอวีซ่า เว้นแต่ผู้ยื่นคำขอนั้นได้รับการยกเว้นจากโปรแกรมการให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ผู้ยื่นคำขอวีซ่าทางไปรษณีย์ไปที่สถานทูตวีซ่าออสเตรเลีย หรือที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย จะได้รับหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอ ให้ท่านเดินทางไปที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียด้วยตนเองเพื่อให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ผู้ยื่นคำขอวีซ่าทางออนไลน์ จะได้รับหนังสือแจ้งผ่านทางอีเมลล์ ให้ท่านเดินทางไปที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียด้วยตนเองเพื่อให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ในการถ่ายรูปนั้น จะต้องเห็นใบหน้าของท่านโดยชัดเจน
  • ไม่สามารถให้ผมตกลงมาปรกตาของท่านได้
  • ไม่สวมหมวกหรือผ้าพันคอหรือสิ่งใดๆ ที่จะบดบังใบหน้า ผม หรือคอ (เว้นแต่ในกรณีของการสวมสิ่งคลุมศีรษะตามหลักศาสนาตามรายละเอียดข้างล่างนี้)
  • ถ้าสวมสิ่งคลุมศีรษะหรือคอตามหลักศาสนา จะต้องให้เห็นใบหน้านั้นโดยชัดเจน นับแต่ส่วนล่างของคางไปจนถึงคิ้ว รวมถึงแก้มทั้งสองข้างด้วย ถ้าเป็นไปได้ จะต้องให้เห็นหูทั้งสองข้าง
  • บางครั้งจะต้องถอดแว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์ขณะถ่ายภาพ
  • ถ้าปลายนิ้วมือได้รับบาดเจ็บ ควรแจ้งให้ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียทราบว่าเมื่อใดอาการบาดเจ็บนั้นจะหายเป็นปกติดี
  • ถ้ามีการประดับ เช่น การเจิมหน้าผาก (Mehdi) ควรแจ้งให้ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียทราบ ในขณะที่ยื่นคำขอวีซ่าว่าจะทำการสแกนได้หรือไม่อย่างไร
  • ถ้าปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล คำขอวีซ่าจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และจะถูกรายงานไปยังสถานทูตออสเตรเลียต่อไป
  • เอกสารที่ต้องใช้ในการทำไบโอเมตทริกซ์

  • เอกสารสำหรับทำไบโอเมตริก IMMI s257A (s40) Requirement to Provide PIDs จะได้หลังจากที่ยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว
  • หนังสือเดินทางเล่มจริง ที่ใช้ในการขอวีซ่า (ไม่สามารถใช้สำเนาได้)
  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • ใบนัด VIF – Appointment Letter
  • ค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนเงิน 851.- บาท ค่าธรรมเนียมสามารถชำระเป็นเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค หรือแบงค์ดราฟท์ธนาคาร ที่สั่งจ่ายในนาม บริษัท วีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด
  • ผู้เยาว์ที่อายุ 16 ปีและ 17 ปีต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายให้ความยินยอมในการเดินทางด้วย
  • ผู้เยาว์ที่อายุ 5 ปี ถึง 15 ปีต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายมาให้ความยินยอมในการเดินทางด้วย และ จำเป็นต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายอยู่ด้วยในขณะให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • DJI Mavic Pro

    กล้องโดรน DJI Mavic Pro

    กล้องบินทรงพลังที่ทุกคนสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

    คุณสมบัติเด่น
    การออกแบบพับเก็บได้ขนาดกะทัดรัดของ DJI Mavic Pro ทำให้การเดินทางเป็นมิตรยิ่งกว่าเสียงพึมพำกล้องรุ่นอื่นที่มีความสามารถคล้ายกัน ตัวควบคุมรูปแบบการเล่นเกมมีขนาดกะทัดรัดเท่ากัน แต่ยังคงมีการควบคุมทั้งหมดที่คุณต้องใช้ในการบินและควบคุมกล้องและสามารถใช้งานได้กับอุปกรณ์ iOS หรือ Android เท่านั้น อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ดีมากสำหรับ quadcopter ขนาดเล็ก

    คุณสมบัติด้อย
    โทรศัพท์ติดตั้งใช้งานไม่สะดวก ผู้ใช้ไม่สามารถซ่อมแซมได้ เลนส์กล้องแคบไปหน่อยสำหรับทิวทัศน์

    ปีนี้มีกล้องที่อ่อนโยนกว่ากล้องโดรน PowerVision PowerEision ไปจนถึง Yuneec Breeze ขนาดกระทัดรัด แต่ DJI Mavic Pro เป็นกล้องตัวเดียวที่รวมสมรรถนะสูงโหมดการบินอัตโนมัติและการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ร่างกาย. เพิ่มคุณสมบัติด้านความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานของ DJI และคุณจะมีเสียงพึมพำที่ทุกคนสามารถพกติดตัวไปได้ทุกที่

    หนึ่งในไม่กี่ข้อร้องเรียนที่ฉันมีเกี่ยวกับโมเดล Phantom ของ บริษัท คือพวกเขาไม่ได้เป็นมิตรกับการเดินทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนใหญ่เนื่องจากตำแหน่งกล้องและ gimbal และชุดเกียร์คงที่ Mavic ไม่มีปัญหาเหล่านี้และแขนของใบพัดและอุปกรณ์ประกอบฉากของตัวเองพับขึ้นดังนั้นไม่จำเป็นต้องถอดออก

    ขนาดที่เล็กลงของทั้งเสียงพึมพำและตัวควบคุม – และรูปลักษณ์ของ Un-Phantom ทำให้มันเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและไม่สร้างความรำคาญให้น้อยลง สิ่งนี้คือคุณยังคงได้รับประสิทธิภาพใกล้เคียงกับที่คุณได้จาก Phantom 4 อันดับต้น ๆ ของ บริษัท คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าเดิม: $ 1,000 ในสหรัฐอเมริกา AU $ 1,700 ในออสเตรเลียและ 1,100 ปอนด์ ในสหราชอาณาจักร

    Phantom 4 มีความเร็วสูงสุดที่สูงขึ้นและสามารถต้านทานลมแรงและกล้องของมันก็มีมุมมองที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม Mavic Pro นั้นดีกว่าในทุก ๆ ด้าน ตัวอย่างเช่นระบบการส่งสัญญาณเข้ารหัส OcuSync ใหม่ให้คุณควบคุมได้สูงสุด 4.3 ไมล์ (7 กม.) และสตรีมวิดีโอที่ 1080p Phantom 4 มีช่วงสูงสุด 3.1 ไมล์ (5 กม.) และสตรีมที่ 720p

    ในขณะที่มันอาจไม่มีพลังในการตัดผ่านลมแรงจริงๆ (DJI บอกว่าสามารถรับลมได้มากถึง 19-24 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 29-38 กม. / ชม.) แต่ก็สามารถทำให้กล้องนิ่งและนิ่งได้ใน 10-15 ไมล์ต่อชั่วโมงลมและยังคงได้รับเวลาระหว่าง 22-25 นาทีของเวลาบินก่อนที่มันจะลงสู่พื้นดิน มันเตือนคุณเมื่อลมแรงเกินไปสำหรับมอเตอร์เช่นกัน

    เช่นเดียวกับเสียงพึมพำตัวควบคุมมีขนาดเล็กมาก แต่ก็ยังมีหน้าจอขาวดำสำหรับข้อมูลการบินที่สำคัญและการควบคุมกล้องทางกายภาพ ต้องการดูว่าคุณกำลังถ่ายทำอะไรอยู่? คุณสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์และติดตั้งใต้แท่งควบคุม การใช้โทรศัพท์ของคุณในที่เมาเป็นเรื่องที่เจ็บปวดและคุณต้องลบกรณีใด ๆ ที่คุณมีอยู่ออกไป แต่นั่นหมายความว่าโทรศัพท์ของคุณไม่ได้บล็อกมุมมองการควบคุมของคุณ

    DJI เพิ่มสวิตช์เพื่อเปลี่ยนจาก RC เป็นโหมด Wi-Fi ดังนั้นคุณสามารถเปิดและควบคุม Mavic ได้อย่างรวดเร็วด้วยโทรศัพท์ของคุณในระยะทางสูงสุด 80 เมตร (262 ฟุต) ด้วยความเร็วสูงสุด 4 เมตรต่อวินาที (13 ฟุต) ต่อวินาที). เป็นเรื่องดีที่มีสิ่งต่าง ๆ เช่นเซลฟี่อย่างรวดเร็ว แต่การใช้ตัวควบคุมที่แท้จริงนั้นดีกว่า

    สำหรับกล้องนั้น DJI ถอดชิ้นส่วนของร่างกายและเลนส์ออกให้เล็กลง – มุมมองที่ 78.8 องศาเมื่อเทียบกับ 94 องศาของ Phantom 4 – แต่มีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2 นิ้ว นั่นอาจไม่ใช่เสียงที่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าคุณคุ้นเคยกับมุมกว้างของ Phantom เลนส์ที่แคบกว่าของ Mavic จะสังเกตเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะหากคุณกำลังบินข้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง