Slider

Blog

วิธีการเลือกกล้องเว็บแคมสำหรับ PC

เว็บแคม (Webcam) หรือ ชื่อเต็ม ๆ ว่า เว็บแคเมรา (Web Camera) เป็นกล้องที่สามารถบันทึกวีดีโอ และส่งสัญญาณภาพไปให้กับกับคอมพิวเตอร์ PC ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสารแบบเห็นหน้า ถือว่าเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับคอมพิวเตอร์ PC แบบตั้งโต๊ะ ที่เชื่อว่าหลาย ๆ คน จำเป็นต้องซื้อแยกต่างหากกันเกือบทุกคน หากถามว่าทำไมจะต้องซื้อ? เพราะว่าคอมพิวเตอร์ PC นั้นไม่ได้มีกล้องติดตั้งมาให้ในตัวเหมือน Notebook หรือ Laptop รวมถึง Macbook ด้วย แต่อันที่จริงแล้วนั้น กล้องใน Notebook หรือ Macbook ก็ไม่ได้มีความคมชัดมากมายหนัก เพียงแค่พอใช้งานได้เท่านั้น ยิ่งถ้าหน้าจอบางเท่าไหร่ คุณภาพความละเอียดของกล้องก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ด้วยปัญหานี้จึงทำให้ผู้ที่ใช้งาน Notebook เอง ก็มักจะซื้อ Webcam มาใช้เป็น Option เสริมกันอยู่บ่อย ๆ เช่นกัน

กล้องเว็บแคม Logitech c922 รูปภาพจาก logitech.com

อย่างที่บอกไปแล้วว่า Webcam นั้นไม่เพียงแต่มีความคมชัดในเรื่องของความละเอียด และสีที่สดใส แต่ส่วนใหญ่มักจะยังมีโหมดทำงานตอนกลางคืนด้วยระบบอินฟราเรด ที่ให้ภาพออกมาเนียนสวย ซึ่งมาพร้อมกับหลอดไฟ เพื่อเพิ่มความสว่าง หรือไมโครโฟนในตัว ที่จะช่วยให้คุณภาพเสียงของคุณดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์อื่น ๆ อีกมากมาย ที่ขึ้นอยู่กับการผลิตของแต่ละแบรนด์ อาทิเช่น  ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนในตัว, ปรับตั้งค่าแสงเองอัตโนมัติ, หมุนปรับโฟกัสที่หน้าเลนส์ได้, ไม่จำเป็นต้องติดตั้งไดร์เวอร์ เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับ Software ของแต่ละแบรนด์

กล้องเว็บแคมสำหรับ สตรีมเมอร์เกม

สำหรับใครที่เป็นสายสตรีมเมอร์หรือจะเป็นนักแคสเกมก็ได้ อย่างสตรีมเมอร์นั้นเป็นอาชีพที่เกมเมอร์ทั้งหลาย จะเล่นเกมและทำการถ่ายทอดสด (Live) ไปด้วย โดยผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Twitch.tv, NimoTV, Facebook Live และ Youtube ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเกมส์จากสมาร์ทโฟน หรือ เกมจากคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำการสตรีมได้ทั้งนั้น ซึ่งมีอุปกรณ์ที่สำคัญหลัก ๆ คอมพิวเตอร์, หน้าจอแสดงผลเมาส์คีย์บอร์ด, ไมโครโฟน, หูฟังแบบครอบหู และอื่น ๆ หากเป็นเกมสมาร์ทโฟนก็จะใช้จอยเกมมือถือเสริมเพิ่มตามความต้องการเกมส์นั้น ๆ รวมถึงตัวเอกอย่าง กล้องเว็บแคม (Webcam) ที่จะคอยถ่ายทอดสดผู้เล่นได้รับชม

การเลือกซื้อกล้องเว็บแคม (Webcam) ที่ดีที่สุด

กล้องเว็บแคม (Webcam) มีอยู่มากมายหลายรุ่นในท้องตลาด ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท ทำให้หลาย ๆ คนไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นไหนดี ซึ่งกล้องเว็บแคมในปัจจุบันไม่ได้ใช้เพื่อวีดีโอคอลเพียงอย่างเดียวแล้ว โดยมันสามารถทำอย่างอื่นได้อีกหลากหลาย ดังนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการเลือกกล้องเว็บแคม เพื่อให้ตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด

1. การใช้งาน

คุณต้องการนำไปใช้งานในด้านไหน เช่น วิดีโอคอลติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ๆ , การไลฟ์สดขายของ หรือใช้ในการสตรีมเกม หากคุณใช้วิดีโอคอลเพียงอย่างเดียวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อกล้องที่มีราคาสูงจนเกินไป เนื่องจากไม่มีความจำเป็นในการใช้งานมากนัก แต่หากใช้ในการสตรีมเกมเป็นหลัก คุณจำเป็นที่จะต้องเลือกเฟรมเรทสูง ๆ เพราะจะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลขณะถ่ายทอดสด

2. เฟรมเรต (Frame rate)

อัตราเฟรมหมายถึงความเร็วในการแสดงผลภาพต่อวินาที มีหน่วยเป็น Frame per second (FPS) ยิ่งมีเฟรมเรตสูงมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ภาพของคุณลื่นไหลมากเท่านั้น โดยที่นิยมใช้กันในปัจจุบันจะอยู่ที่ 30 FPS

3. เลือกตามชนิดของเซ็นเซอร์

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคมนั้นก็มีชนิดของเซ็นเซอร์ให้เลือก โดยหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือเซ็นเซอร์ CCD และเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

โดยเซ็นเซอร์ CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device ที่ทําหน้าที่รับแสงอย่างเดียว ที่จะแปลงค่าสัญญาณอนาล็อก (แสง) ให้เป็นสัญญาณดิจิตอล สำหรับ CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor มีหน้าที่รับแสงเช่นกัน แต่จะทำการแปลงสัญญาณจากตัวเซ็นเซอร์เลย ดังนั้นสัญญาณที่ออกจาก CMOS จึงเป็นสัญญาณดิจิตอล ทำให้มีการทำงานรวดเร็วมากกว่า CCD แต่ CCD จะมีความเอียดของแสงและคมชัดมากกว่า และมีสัญญาณรบกวนภาพน้อยกว่า เพราะทำหน้าที่เพียงรับแสงอย่างเดียวไม่ต้องแปลงค่าสัญญาณใด ๆ

โดยรวมแล้ว CCD มีคุณภาพภาพด้าน Output นั้นจะดีกว่า แต่ CMOS นั้นก็ทำงานได้ดีและประหยัดพลังงาน ทั้งยังรวดเร็วกว่าจึงส่งผลทำให้มีอายุการใช้งานยาวกว่า CCD หากถามว่าจะเลือกเซ็นเซอร์แบบไหนดี ? สำหรับคนที่เล่นกล้องดิจิตอลที่มีความละเอียดสูง ๆ แนะนำเซ็นเซอร์ CCD แต่สำหรับคนที่ต้องการการทำงานแบบเร็วรวดแนะนำเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งก็ถือว่ายังให้ความคมชัดในระดับคุณภาพดีเช่นกัน

3. การเชื่อมต่อ

การเชื่อมต่อของกล้อง Webcam นั้นก็มีความสำคัญ บางคนใช้คอมพิวเตอร์รุ่นที่ต่างกัน ก็จะทำให้ USB Port อาจจะมีเวอร์ชั่นที่ต่างกันด้วย ซึ่งจะมีตั้งแต่เวอร์ชัน USB 1.1, เวอร์ชัน USB 2.0, เวอร์ชัน USB 3.0 และเวอร์ชัน USB 3.1 ซึ่งแต่ละเวอร์ชัน นั้นก็จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ต่างกัน ยิ่งเวอร์ชั่นที่ออกมาหลัง ๆ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็ยิ่งสูงขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ทั้งนั้นโปรดตรวจสอบ USB Port ของคุณก่อนซื้อกล้อง Webcam ด้วยว่ารองรับกันหรือไม่ วิธีการแยกพอร์ต USB ในคอมพิวเตอร์ การเลือกใช้เวอร์ชันพอร์ตของ USB ให้ตรงตามที่ออกแบบมาจะช่วยให้อุปกรณ์นั้น ๆ ทำงานได้รวดเร็วตรงตามที่ระบุไว้ ถามว่าคนละเวอร์ชันสามารถใช้ร่วมกันได้ไหม? ก็สามารถใช้ร่วมกันได้ แต่จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และบางครั้งอุปกรณ์บางตัวก็ใช้ร่วมกันไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นเลือกใช้ให้ตรงตามเวอร์ชันจะเป็นการดีที่สุด

การเชื่อมต่อ USB Port

หรือคุณอาจจะมองหากล้อง Webcam ที่มีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย โดยใช้สัญญาณ WiFi ในการเชื่อมต่อแทน Port ต่าง ๆ นี่ถือว่าเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบต่สาย USB ให้วุ่นวาย

4. โหมดกลางคืน หรือ Night โหมด

โหมดกลางคืนก็เป็นอีหหนึ่งเรื่องที่ผู้ซื้อกล้องอเว็บแคมจะต้องพิจารณา เพราะหากกล้องเว็บแคมของคุณไม่มีโหมดกลางคืน ภาพที่ออกมาก็จะไม่มืดจนไม่มองไม่เห็นอะไรเลย โหมดกลางคืนจะทำหน้าที่ปรับภาพให้สว่างขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้หลอดไฟที่มาพร้อมกล้อง จะเห็นได้ว่ากล้องบางตัวก็ไม่มีหลอดไฟติดมารอบกล้อง เพราะกล้องพวกนี้มักจะมีระบบอินฟราเรดมาอยู่แล้ว ระบบอินฟราเรดนั้นจะช่วยให้กล้องทำงานในที่แสงน้อยได้ดี

5. ไมโครโฟน

ไมโครโฟนเป็น Option เสริมที่แถมมาพร้อมกล้อง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วกล้องเว็บแคมจะมีไมโครโฟนติดมาด้วยตลอด เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานที่สุด ไม่ต้องไปหาซื้อไมโครโฟนเสริมให้วุ่นวาย

6. ฟังก์ชันเสริมอื่น ๆ

ในส่วนนี้หมายถึง โหมดต่าง ๆ เช่น โหมดโฟกัสอัตโนมัติ กำหนดระยะชัดของภาพได้ ปรับแสงอัตโนมิติ ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน และอื่น ๆ โดยฟังก์ชันของกล้องเว็บแคมเหล่านี้ คือตัวช่วยที่ทำให้ภาพของคุณมีความคมชัด และคุณภาพที่ดีมากขึ้น แม้อยู่ในที่แสงน้อยก็ตาม รวมถึงคุณภาพของไมโครโฟนด้วยเช่นกัน

7. งบประมาณ

แน่นอนว่ากล้องเว็บแคม (Webcam) ที่มีราคาสูง ๆ ย่อมมีคุณภาพดีกว่า ทั้งภาพ เสียง และคุณภาพด้านฟังก์ชั่นต่าง ๆ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับคุณว่ามีงบประมาณมากน้อยแค่ไหน แต่หากคุณต้องการนำไปสตรีมเกมโดยเฉพาะเราแนะนำให้ซื้อกล้องเว็บแคมที่มีราคาสูง ๆ ไปเลยจะดีกว่า เพราะมันจะทำให้การสตรีมของคุณลื่นไหล คมชัด ไม่มีทางสะดุดเลย

5 กล้องตัวท็อป ! “ที่สุด” ในรุ่น 2020 !

ในปีที่ผ่านมา แต่ละแบรนด์ได้มีการเปิดตัวกล้องหลายๆตัวมาแข่งกัน วันนี้เราจะมาพูดถึงจุดเด่นของกล้องที่พึ่งเปิดตัวกันมาในปีที่ผ่านมา ประชันกันว่า ใครจะเด่นในด้านไหน และกล้องตัวไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณ

เริ่มต้นกันที่ “กล้องที่อึดที่สุด ! (แบตเตอรี่)” ก็คือ กล้อง SONY α6600 นั้นเอง ! เป็นกล้องเรือธงที่นอกจากเสียงชื่นชมจากสเป็คของกล้องที่จัดเต็มมาแล้ว กล้อง α6600 เป็นกล้อง APS-C ที่จัดเต็มในการถ่าย ที่ได้ทั้งภาพนิ่งที่ถ่ายได้ถึงความละเอียด 24.2 พิกเซล และวีดีโอ 4K อีกด้วย เพราะด้วยตัวกล้อง SONY α6600 ที่มีกันสั่นถึง 5 แกนที่ช่วยลดการสั่นไหวได้ถึง 5 สตอป จึงทำให้การถ่ายภาพของเราสมูทขึ้น และกล้องตัวนี้ยังเพิ่มช่องเสียบได้ทั้งไมโครโฟนและหูฟัง มาถึงจุดเด่นของแบตเตอรี่ของกล้อง SONY α6600 ที่มาคู่กับแบตเตอรี่รุ่น NP-FZ100 ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความอึดและทน โดยการใช้งานจริงหลังจากที่มีการทดสอบการใช้งานใน 1 วัน สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ถึง 600 ภาพ และวีดีโออีก 20 นาที แบตเตอรี่ของกล้องตัวนี้ยังเหลือราวๆ 20% อยู่เลย นับเป็นกล้องที่มีความอึดถึกและทน (แบตเตอรี่) มากๆเลย !

SONY α6600 BODY ด้านหน้า / ด้านหลัง

 

มาต่อกันในกล้องตัวต่อไป คือ “กล้องที่มีความวินเทจที่สุด !” อินเทรนด์มากในขณะนี้กับการเล่นกล้องฟิล์ม นั่นก็คือ กล้อง FUJIFILM X-Pro 3 นั้นเอง ! ด้วย body ภายนอกของกล้องมีการออกแบบมาในรูปแบบของกล้อง Rangefinder (ช่องมองภาพด้านข้างแบบกล้องฟิล์มสมัยก่อน) ให้มีสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตอล ช่องมองภาพนี้เป็นแบบ Advanced Hybrid Viewfinder ที่สามารถเปลี่ยนสลับให้ใช้ได้ทั้ง Optical View Finder (มองภาพจากช่องมองภาพจริง เห็นภาพจริงตรงหน้า ไม่ได้ผ่านจอ electronic) และ Electronic View Finder (เป็นหน้าจอ electronic ที่มีฟังก์ชั่นหรือการปรับตั้งค่า) แถมที่ตัว body ในสีของ Dura Black และ Dura Silver ยังมีการเคลือบสาร Duratech เพื่อป้องกันลอยขีดข่วนของตัวกล้องอีกด้วย กล้อง FUJIFILM X-Pro 3 ตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ! ในส่วนของฟังก์ชั่น กล้องตัวนี้ยังสามารถถ่ายรูปแบบจำลองสีของฟิล์มที่มีถึง 11 แบบ ในสีที่นิยมในอดีตอย่าง Fujifilm Superia และฟิล์มใหม่ที่เอามาใส่ในตัวกล้องนี้อย่างสี CLASSIC Neg แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นกล้องดิจิตอลโดยสามารถถ่ายรูปซ้อนได้ถึง 9 เฟรม และยังนำสีของฟิล์มต่างๆมาใช้ในโหมดนี้ได้ด้วย !

FUJIFILM X-Pro 3 BODY ด้านหน้า

FUJIFILM X-Pro 3 BODY ด้านหลัง

 

กล้องตัวต่อไปจะเป็น ”กล้องที่เร็วที่สุด ! (จับโฟกัสได้เร็วที่สุด)” ต้องไม่พ้นกล้อง SONY α9 MII อย่างแน่นอน ! ด้วยกล้อง Full frame ตัวนี้ สามารถจับโฟกัสได้เร็วมาก ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงถึง 20 ภาพต่อวินาที เร็วจนสามารถถ่ายภาพในกีฬาต่างๆโดยไม่พลาดแม้แต่ช็อตเดียว ! และมีฟิเจอร์ Voice Memo ที่สามารถบันทึกเสียงพูดลงในไฟล์ภาพถ่ายเพื่อช่วยในการนำมาใช้งานได้สะดวกขึ้น แถมยังมีการ AI ที่ติดตามการเคลื่อนไหวได้แบบ real time ประมวลผลข้อมูลสี รูปแบบ ระยะทาง ใบหน้า และดวงตาจากเซนเซอร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงมาก AI นี้ยังสามารถจับรูปแบบดวงตาในแบบของสัตว์ได้ด้วย การถ่ายน้องหมาที่ขยับตัวตลอดเวลาก็จะไม่ยากอีกต่อไปถ้าใช้กล้อง SONY α9 MII ตัวนี้ !

SONY α9 MII BODY ด้านหน้า

SONY α9 MII BODY ด้านหลัง

กล้องตัวนี้จะเป็น “กล้องที่แข็งแรงที่สุด ! (ถึกทนแรงกระแทก)” คิดไม่ผิดหรอก มันคือกล้อง Gopro hero 8 black นั้นเอง ! ด้วยความที่เป็นกล้อง Action Camera ตัวกล้องจะต้องถึกคงทน เรียกได้ว่าเป็นกล้องที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกก็ว่าได้ Gopro hero 8 black ตัวใหม่นี้ยังมีกันสั่นแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเป็น HyperSmooth 2.0 เป็น HyperSmooth Boost ที่แทบจะไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นกันเลยทีเดียว กล้อง Action Camera ตัวจิ๋วพกพาง่ายนี้ ยังลองรับการถ่ายวีดีโอ 4K ได้สูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที แถมมุมมองในการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นเป็น 4 แบบ มี Linear (19-39mm), Narrow (27mm) , SuperView (16mm) ,Wide (16-34mm) คราวนี้ก็เก็บวิวตอนที่ไปท่องเที่ยวถ่าพภาพหรือถ่ายวีดีโอได้ครบไม่ขาดตอนแล้ว !

Gopro hero 8 black BODY ด้านหน้า

 

Gopro hero 8 black BODY ด้านหลัง

 

มาที่กล้องที่สุดตัวสุดท้ายกันแล้ว นั้นคือ กล้องที่เอาใจสาวๆมากที่สุด “กล้องที่น่ารักที่สุด ! (ใสๆเหมาะกับสาวๆที่สุด)” เรียกได้ว่าสาวๆน่าจะไม่พลาดกันในส่วนของกล้องตัวนี้เลย FUJIFILM MINI INSTAX LIPLAY ที่พึ่งเปิดตัวกันไปในตอนปลายปีที่ผ่านมานี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนจะได้ยินในชื่อเสียงของตัวกล้อง INSTAX ที่สามารถถ่ายภาพปุ๊บ ปริ้นท์ภาพได้ปั๊บ ! โดยการเลือกภาพจากหน้าจอด้านหลังก่อนที่จะปริ้นท์ออกมา ทำให้ไม่สิ้นเปลืองฟิล์มแถมยังได้รูปที่เราต้องการ ! และตัว INSTAX MINI LIPLAY ตัวนี้ยังสามารถอัดเสียงลงไปในภาพที่ปริ้นท์มาในแต่ละภาพได้อีกด้วย ! ฟังไม่ผิด มันสามารถเก็บเสียงในขณะถ่ายรูปนั้นๆได้จริงๆ หลังจากที่รูปออกมาแล้วจะมี QR code ที่พอเราสแกน สามารถเข้าไปฟังเสียงผ่านโทรศัพท์เราได้อีกด้วย และยังสามารถสั่งถ่ายรูประยะไกลจากสมาร์ตโฟนของเราอีก !

FUJIFILM MINI INSTAX LIPLAY

เว็บแคม (Web Cam) คืออะไร

Web Cam ชื่อเต็มๆ คือ Web Camera หมายถึงกล้องถ่ายรูป วีดีโอที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ บางคนอาจเรียก Web Cam ว่า Video Camera โดยปกติแล้ว คอมพิวเตอร์ notebook รุ่นใหม่ๆ จะมีกล้องติดมาให้ด้วยเลย ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อ Web Cam มาเพิ่มเติม

Web Cam ทำอะไรได้บ้าง

หลักๆ ของการใช้งานเว็บแคมก็คือ การ chat ทาง MSN, Skype เพื่อให้สามารถเห็นหน้าตาได้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมใช้กันมากสำหรับการประยุกต์ไปใช้งานอย่างอื่นก็สามารถทำได้เช่นกัน เช่น ใช้เป็นกล้องถ่ายรูป หรือ จะใช้สำหรับการทำเป็นกล้อง CCTV ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน

ประเภทของ Web Cam

ราคาของเว็บแคม มีตั้งราคาหลักร้อยขึ้นไป ทั้งนี้ ถ้าต้องการคุณภาพสูงก็คงต้องเลือกกันที่ตัวเซ็นเซอร์ ซึ่งทั่วไปจะมี 2 แบบคือ แบบ CCD และแบบ CMOS (CMOS เป็นที่นิยมกว่า CCD) อย่างไรก็ตาม ความละเอียดของภาพที่ได้ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณภาพ และราคาแตกต่างกันออกไป

ส่วนเรื่องการเชื่อมต่อ ถ้าเป็นการติดตั้งแบบภายนอก (สำหรับ notebook ที่ไม่มีเว็บแคมหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ) ส่วนใหญ่ก็นิยมเชื่อมต่อผ่าน USB พอร์ต ซึ่งถือว่าสะดวก และดีที่สุดในปัจจุบัน

Review C922 Logitech กล้องเว็บแคม

        ในวันนี้จะมาทำการ Review C922 Logitech กล้องเว็บแคม ให้เพื่อนๆได้ชมกันนะครับ

ซึ่งเจ้าเวปแคมตัวนี้เป็นตัวใหม่ที่เป็นรุ่นต่อยอดมาจากตัว C920 อันโด่งดัง ที่เหล่า Youtuber หรือ Gamer เลือกใช้กันในงานต่างๆที่เกี่ยวกับวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการอัดวิดีโอหน้าจอ สำหรับการถ่ายทอดสด (Live) หรือสอนการใช้งานต่างๆ (How to/Tutorial) การแคสเกม (Game Caster หรือที่ต่างประเทศจะเรียกว่า Gaming Commentator) เป็นต้น แล้วก็เพราะเจ้า C920 นี้ให้คุณภาพของไฟล์ VDO ที่ดี กับการใช้งานที่ง่ายมากๆ ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีและราคาก็ไม่แรง (เรื่องราคาพูดยาก แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพที่ได้ ถือว่าไม่แพงจริงๆครับ) C920 ก็เลยกลายเป็น Webcam ที่ได้รับความนิยมสูงนั่นเองครับ

         ที่ผ่านมา ถึงแม้ผมจะไม่ได้ใช้กล้องเวปแคมในกระบวนการทำงานของผมมากนัก แต่จากการที่ได้ลองใช้ C920 แค่ไม่กี่ครั้ง (ไม่ได้มีเป็นของตัวเองอีกต่างหาก) ก็รู้สึกดีกับเจ้าอุปกรณ์เวปแคมตัวนี้ครับ สิ่งที่ผมชอบมากๆ จะเป็นเรื่องของการใช้งานที่ง่ายมากๆ และยังได้ VDO Quality ที่ดี เพราะปกติจะเป็นคนค่อนข้างกังวลกับ Quality มาก บางทีก็จะพยายามหาอุปกรณ์นู่นนี่นั่นมาใช้ซะจนรู้ตัวอีกทีก็ … เยอะไปหมด ทำงานไม่สะดวกประมาณนั้น แต่ถึงแม้จะรู้ตัวว่าทำงานไม่สะดวก อุปกรณ์ดูเยอะรุงรัง แต่ถ้าเพื่อ Quality ที่ดี ผมก็ยังรับได้นะ 555

ประกอบกับในช่วงนี้ ผมเองก็กำลังจะมี Project งานใหม่ๆ ที่จำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์พวกเวปแคมเข้ามาใช้ในการทำงาน (work flow) ของผมด้วยแล้ว ผมก็ต้องการอะไรที่ง่ายและเร็ว ผมนี่ไม่ได้มองหาตัวอื่นเลยครับ รีบเข้าเวปเปิดดูและหาซื้อเจ้าตัว C920 อย่างไว เพราะว่าก็เล็งไว้นาน(หลายปี)แล้ว แต่ตอนที่กำลังหาข้อมูลอยู่นั้น ก็บังเอิญไปเห็นซะก่อนว่า มีตัว C922 ออกมาใหม่ได้ไม่นาน แล้วก็เป็นตัวอัพเกรดจากเจ้าตัวนี้ด้วย ลากสเปกดูคร่าวๆ กับราคาที่ขายอยู่ ก็เลยไม่รอช้าครับ จัดมาใช้งานเป็นของตัวเองเรียบร้อยในทันที

สำหรับก่อนอื่นเลย ก็คงต้องขอแนะนำสเปกกันก่อน ซึ่งตามตารางนี้ก็จะเปรียบเทียบให้ดูสเปกของ Logitech C920 และ C922 กันครับ

รายละเอียดของ Spec ลึกๆ สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหน้าเวปของ Logitech เลยครับ

http://www.logitech.com/th-th/product/c922-pro-stream-webcam?crid=34

เทคนิคการถ่ายภาพ Silhouette

1. ควรเลือกรูปร่างของวัตถุหรือตัวแบบที่เห็นได้ชัดเจน

Silhouette สามารถเกิดได้จากวัตถุหรือแบบต่างๆที่มีความชัด แต่ไม่ใช่ว่าจะถ่ายออกมาได้สวยงามไปทั้งหมด ก่อนที่จะถ่ายควรหาวัตถุที่มีรูปร่างหรือส่วนโค้งที่เห็นได้ชัดเจน เพราะภาพ Silhouette นั้นจะไม่สื่อออกมาเป็นสีหรือมีรายละเอียดใดๆ แต่จะเห็นเป็นเพียงเงาดำโครงร่างมืดๆเท่านั้น วัตถุหรือแบบมีรูปร่างที่โดดเด่นน่าจดจำจะทำให้ภาพดูน่าสนใจ

2. หามุมแสงที่จะถ่าย

การถ่ายภาพ Silhouette ทำได้ง่าย เพียงหาแสงที่ผ่านเข้ามาด้านหลังวัตถุหรือแบบที่ต้องการถ่าย และแสงจากฉากหน้าจะต้องสว่างน้อยกว่าฉากหลัง ปกติในการถ่ายก็อาศัยแสงจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแสงธรรมชาติที่พบเห็นได้ง่ายและสวยงามที่สุด ส่วนเวลาในการถ่ายที่ดีที่สุดคือช่วงก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและตก หรือจะใช้แสงประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ได้เช่นกัน

3. ปิดแฟลช

เวลาจะเริ่มถ่ายถ้ากล้องอยู่ในโหมด Auto กล้องอาจลั่นแฟลชออกมาได้ เพราะถ่ายตอนแสงน้อย จะทำให้วัตถุหรือตัวแบบสว่างขึ้นจนกลายเป็นภาพถ่ายธรรมดาไม่ใช่ภาพ Silhouette ดังนั้นก่อนถ่าย ควรปิดแฟลชทุกครั้ง

4. จัดองค์ประกอบของภาพ

สถานที่ที่เหมาะแก่การถ่ายภาพ Silhouette คือสถานที่เปิดโล่ง เช่น ชายหาด ทุ่งหญ้ากว้าง ๆ หรือริมแม่น้ำ เมื่อหาสถานที่และวัตถุ Silhouette ได้แล้ว ก็มาจัดองค์ประกอบของการถ่ายภาพ Silhouette กันต่อ ซึ่งทำได้ง่าย ๆ โดยให้วัตถุหรือตัวแบบอยู่ที่ฉากหน้า ส่วนท้องฟ้าเป็นฉากหลัง ถ้าให้ดีควรเป็นช่วงที่ท้องฟ้าโปร่งและไม่มีเมฆจะดีกว่า ซึ่งช่วยเพิ่มความสวยงามในภาพได้ ส่วนการวางตำแหน่งของวัตถุกับแสงก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

5. วัตถุหรือตัวแบบต้องโดดเด่น

ถ้าต้องการถ่ายวัตถุหลายอย่างให้อยู่ในภาพเดียวกัน พยายามอย่าให้วัตถุอยู่ใกล้กันเกินไป หรือเงาของวัตถุทับซ้อนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในฉากมีคนและต้นไม้อยู่ ควรให้คนยืนห่างหรือยืนข้างๆ ต้นไม้ และหลีกเลี่ยงการยืนหน้าต้นไม้ เพราะจะทำให้เงาของต้นไม้กับคนรวมกันจนเกิดเป็นรูปร่างใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งทำให้ผู้ที่ชมภาพสับสนว่าเป็นภาพอะไร
หากจะถ่ายเน้นเฉพาะตัวบุคคลต้องให้คนที่รับชมภาพจดจำภาพได้ง่าย ๆ โดยใช้โครงร่างของใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน เช่น จมูก ปากและแก้ม

6. โหมด Auto

กล้องดิจิทัลสมัยนี้ฉลาดในเรื่องการวัดแสงแบบอัตโนมัติอยู่แล้ว แม้แต่เวลาที่ต้องการภาพ Silhouette กล้องก็จะทำให้ตัวแบบสว่างขึ้นมา ดังนั้นก่อนเริ่มถ่ายให้จัดองค์ประกอบของภาพก่อน โดยวัดแสงไปยังจุดที่ท้องฟ้าสว่างที่สุดในภาพ กดชัตเตอร์ลงครึ่งนึงแล้วหันกล้องกลับไปมุมที่จัด
องค์ประกอบไว้ และถ่ายภาพได้เลย หรือจะใช้โหมดวัดแสงแบบจุด ซึ่งช่วยวัดแสงไปจุดที่ต้องการแทนการวัดแสงหลายๆ จุดในภาพก็ได้

7. โหมด Manual

ช่างภาพบางคนชอบตั้งค่าโหมด Manual มากกว่า ในการถ่ายภาพ Silhouette ให้ตั้งค่า f แคบ ๆ เช่น f8 หรือมากกว่านั้น เพื่อให้มีความชัดลึกทั้งภาพและช่วยลดความคลาดเคลื่อนของสีอันเกิดจากการเล็งกล้องไปที่ดวงอาทิตย์ ในการตั้งค่าสปีดชัตเตอร์ถ้าภาพยังมืดไม่พอ ก็ให้เพิ่มสปีดชัตเตอร์สูงๆ อีก โดยให้เริ่มที่ 1/125 ในกรณีที่วัตถุหรือตัวแบบหยุดนิ่ง หรือ 1/250 เมื่อวัตถุมีการเคลื่อนไหว
ส่วนการตั้งค่า ISO ควรตั้งให้ต่ำเท่าที่จะทำได้ เพราะขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก มักอดใจไม่ได้ที่จะเพิ่มค่า ISO ให้สูงขึ้น ควรค่อยๆ เพิ่ม ISO จะดีกว่า เพราะถ้า ISO สูงเกินไป ภาพก็จะเกิด Noise ได้ แต่โอกาสในการเกิด Noise ก็ขึ้นอยู่กับกล้องแต่ละรุ่นด้วย

8. การโฟกัส

ในการถ่ายภาพ Silhouette วัตถุหรือตัวแบบที่อยู่ฉากหน้าจะต้องอยู่ในโฟกัส หากวัดแสงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เลือก Manual focus เพราะโหมดนี้จะดีกว่าการตั้งค่าแบบ Auto focus ตรงที่สามารถเลือกจุดโฟกัสได้เอง โดยเลือกโฟกัสไปที่ตัววัตถุหรือตัวแบบที่อยู่ฉากหน้า และมีอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือใช้การตั้งค่ารูรับแสง f แคบ ๆ อย่างที่บอกไปแล้วในข้อ 7 เพื่อให้ทั้งภาพชัดลึกอยู่ในช่วงโฟกัสทั้งหมด

การดูแลรักษากล้อง

1.ระวังกล้องตก – เพราะถ้าเกิดการตกลงกระแทกกับพื้นที่แข็งอาจจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกล้องตก โดยการใช้สายคล้องมือ หรือ ใส่สายคล้องคอ

2.ระวังไม่ให้กล้องถูกน้ำจืดและน้ำเค็ม – เพราะน้ำเค็มของทะเลจะมีการกัดกร่อนตัวกล้องได้ ถ้ามีการโดนให้ทำความสะอาดด้วยน้ำปกติเช็ดให้แห้ง

3.ห้ามวางกล้องในที่ร้อนจัดหรือที่ชื้น – เพราะอากาศที่ร้อนจัดเช่น เอาไว้บนรถจะมีความร้อนสะสมอาจจะทำให้สารหรือกาวที่มีส่วนประกอบละลาย ไปด้วยส่วนอิเล็กทรอนิกส์ได้ หรือ ไว้ในที่ชื้น เช่น ตู้เสื้อผ้า พวกเสื้อผ้าจะเก็บความชื้นไว้ในตัวประมาณหนึ่งอยู่แล้วเวลาเจออากาศที่เย็น อาจจะทำให้กล้องมีความชื้นและอาจจะขึ้นราได้

4.พยายามหลีกเลี่ยงการกดทับของจอ LCD – จอLCDเป็นแค่การแสดงผลให้ดูเฉยๆ แต่จะไม่มีผลอะไรกับภาพถ่ายของเรา ถ้าเป็นไปได้ควรระวังตอนเอากล้องไว้ในกระเป๋าร่วมกับอุปกรณ์อย่างอื่น หรือไว้ในกระเป๋ากางเกง อาจจะโดนสิ่งของอย่างอื่นกดทับบริเวณหน้าจอทำให้เป็นรอยจุดดำๆขึ้นมาที่จอภาพควรหาเคสที่แข็งๆหุ้มกันไว้อีกทีก็ได้ก่อนเก็บกล้อง

5.ไม่ได้ใช้กล้องนานๆ ควรนำแบตเตอรี่ออกจากกล้อง – ถ้าหากหยุดใช้กล้องเป็นเวลานานควรเอาแบตออกจากกล้อง เพราะแบตเมื่อคลายประจุไฟจนหมดจากการสัมผัสโลหะที่ขั้วตลอดเวลาที่อยู่ในกล้องอาจจะทำให้แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมการใช้งาน ควรชาร์จไฟแบตให้เต็มแล้วเก็บแยกออกจากตัวกล้องต่างหากส่วนใหญ่เวลาชาร์จไฟเต็มแบตแล้วไม่ได้ใช้ไฟในแบตจะอยู่ได้ประมาณ1เดือน ไฟแบตก็จะเริ่มหมดแล้วนำมาชาร์จใหม่ และควรจะมีการลั่นชัตเตอร์กล้องบ้างอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งก็ยังดีถ้าหากไม่ได้ใช้งานเลย

6.กรณีมือเปียกน้ำไม่ควรจับแบตเตอรี่หรือเมมโมรี่การ์ด – มือเปียกน้ำไม่ควรจับบริเวณที่เป็นโลหะอิเล็กทรอนิกส์ เพราะน้ำก็ไม่คู่กับอิเล็กทรอนิคอยู่แล้วทั้งทำตกน้ำหรือมีน้ำติดเข้าไปในเครื่องจากเมมโมรี่การ์ดหรือแบตเตอรี่ก็ตามไป ถ้าหากน้ำเข้าไปในเครื่องแล้ว อย่าเพิ่งเปิดเครื่องภายในทันทีเพราะอาจจะเกิดการช็อตได้ ให้ถอดแบตออกก่อนแล้วผึ่งให้แห้ง แล้วรีบส่งศูนย์บริการด่วนเลยยกเว้นกล้องรุ่นที่ใช้ดำน้ำโดยเฉพาะต้องระวังเรื่องของซีลยางถ้าศึกกร่อนต้องรีบเปลี่ยน

7.เลนส์ที่ยื่นออกมาจากตัวกล้องระวังการชนกระแทรก – กล้องที่มีเลนส์ยื่นออกมาจากตัวกล้อง เช่น คอมแพคเวลาเปิดกล้องอย่าให้มีอะไรไปดันเลนส์ไว้อาจจะทำให้เฟืองหรือกลไกลในเลนส์ค้างได้ เช่น อยู่ในกระเป๋าแล้วมีการไปโดนสวิซเปิดปิดโดยไม่รู้ตัวอาจจะทำให้เลนส์เอ่อเร่อ

8.ควรมีแผ่นปิดหน้าจอ LCD เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน – ควรหาที่ปิดกันรอยหน้าจอมาติดไว้ที่หน้าจอกันรอยขูดขีดและถ้าหากใช้กันรอยมานานๆก็หาแผ่นใหม่มาติดแทนก็ได้จะทำให้หน้าจอยังใหม่อยู่เสมอ

9.ควรมีกระเป๋ากล้องเพื่อจะได้ป้องกันขั้นต้น – ก่อนอื่นควรหากระเป๋ามาใส่กล้องเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆจากที่ได้กล่าวมาแล้วเพื่อไม่ให้กล้องเกิดความเสียหาย

10.ระวังฝุ่นหรือเมล็ดทรายเข้ากล้อง – ก่อนเก็บเลนส์และกล้องให้เอาผ้าเช็ดตามซอกช่องของเลนส์ที่ยื่นมา เพื่อไม่ให้ฝุ่นหรือเม็ดทรายเข้าไปติดบริเวณนั้น อาจจะเป็นการขัดของเลนส์ทำให้ฝืดไม่ลื่น ถ้าเป็นคอมแพคอาจจะมีการค้างของเลนส์ก็เป็นได้ เช่น เราไปเที่ยวทะเลจะมีลมที่พัดมาพร้อมกับเม็ดทรายเล็กๆอยู่ตลอดเวลาต้องระมัดระวังตรงนี้ด้วย

ประเภทของกล้อง

สัดส่วนของภาพที่อัดกระดาษออกมาตามมาตรฐาน คือ 4×6 นิ้ว ซึ่งเท่ากับว่าภาพมีสัดส่วน 1:1.5 กล้องดิจิตอลระดับมือสมัครเล่นจะมีสัดส่วนภาพอยู่ประมาณ 1600×1200 pixels หรือ 1:1.33 เพื่อให้เข้ากับจอมอนิเตอร์หรือ TV ทำให้เวลานำภาพไปอัดจึงต้องตัดส่วนภาพบนกระดาษไป ส่วนกล้องดิจิตอลระดับมืออาชีพ(จำพวก DSLR) จะมีสัดส่วนประมาณ 1:1.5 ซึ่งเท่ากับฟิล์มขนาด 35 มม.เวลานำไปอัดจึงไม่เป็นปัญหา
พูดถึงระดับของกล้องดิจิตอล ก็แบ่งเป็น 3 ระดับคือ

1.Compact – เป็นกล้องที่เน้นไปทาง สะดวกสบาย พกง่าย ถ่ายง่าย เรียกว่าอัตโนมัติแทบจะทั้งหมด แต่ปรับอะไรไม่ค่อยได้

ชนิดของกล้องและระบบของกล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้อง, กล้องถ่ายรูป, ราคากล้องดิจิตอล, กล้องมือสอง, กล้องถ่ายรูปดิจิตอล, กล้อง digital
2.Prosumer – เป็นกล้องที่ระบบการทำงานดีขึ้นมาหน่อย เช่น มีระบบวัดแสง ชดเชยแสง ปรับความชัดผ่านเลนส์ ระบบ Manual การต่อ Flash ภายนอก ซึ่งทำให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งานมากขึ้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้

ชนิดของกล้องและระบบของกล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้อง, กล้องถ่ายรูป, ราคากล้องดิจิตอล, กล้องมือสอง, กล้องถ่ายรูปดิจิตอล, กล้อง digital
3.Professional – เป็นกล้องระดับมืออาชีพที่คล้ายกับกล้อง SLR ในระบบฟิล์ม แต่เปลี่ยนจากการใช้ฟิล์มมาเป็นการใช้เซ็นเซอร์รับแสง ซึ่งระบบการทำงานสามารถปรับได้ทั้งหมดตามความสามารถของผู้ถ่าย

แนะนำหล้อง webcam เพื่อใช้ในการถ่ายทอดสด

การซื้อกล้องเว็บแคมซักตัวเปรียบได้กับการซื้อรถมือสองดี ๆ นี้เอง อาจจะได้เจอกล้องดีตรงใจ หรือจบลงด้วยกล้องคุณภาพห่วยที่ไม่น่าเสียเงินซื้อมาใช้ แต่การหลีกเลี่ยงการเจอพวกเว็บแคมห่วย ๆ เราสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการศึกษาข้อมูลของกล้องกันซักนิด ตั้งแต่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ คุณภาพของวัสดุ เทคโนโลยีเบื้องหลัง คุณสัมบัติต่าง ๆ ของตัวเว็บแคมที่เราจะซื้อ โดยวันนี้เรารวมตัวท็อป ๆ ที่ไม่ว่าจะซื้อตัวไหนไปก็เหมาะกับการนำไปไลฟ์วีดีโอคุณภาพสูงแบบสบาย ๆ

Logitech C920 HD Pro Webcam

กล้องเว็บแคม C920 HD Pro webcam ถูกผลิตขึ้นโดยบริษัท Logitech รองรับการบันทึกภาพด้วยความละเอียด 1920 x 1080 หรือแบบ Full HD 1080p มาพร้อมกับเทคโนโลยีสำหรับเพิ่มความคมชัดของภาพ Logitech Fluid Crystal ข้างตัวกล้องมีไมโครโฟนระบบเสียงสเตอริโอสองข้าง สามารถอัพวีดีโอเข้าบนยูทูปเพียงแค่คลิกเดียว การถ่ายภาพนิ่งความละเอียด 15 ล้านพิกเซล รองรับการใช้งานทุกโปรแกรมดังอย่าง Skype, Yahoo และอื่น ๆ

Microsoft LifeCam Studio 1080 HD Webcam

กล้อง LifeCam Studio ผลิตโดยบริษัท Microsoft ความระเอียด Full HD 1080p พร้อมฟีเจอร์เด่น ๆ แบบจัดเต็มอย่าง Auto Focus ที่จับภาพใบหน้าแบบอัจฉริยะ และ TrueColor ทำให้ภาพที่บันทึกออกมามีสีที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม นอกจากนี้ยังมี Clear Frame อีกด้วย ตัวกล้องมาพร้อมไมโครโฟนคุณภาพสูง ออกแบบมาเพื่อใช้กับ Skype โดยเฉพาะสามารถใช้งานกับ Microsoft Lync ระบบกล้องมีหน่วยความจำเฉพาะถึง 4 GB เหมาะสำหรับการสตีมมิ่งความคมชัดสูง เป็นกล้องระดับ 5 ดาวของเหล่า Youtuber

Mevo Live Event Camera

กล้อง Live Event Camera สร้างโดยบริษัท Mevo สำหรับใช้งานในระบบ iOS ที่ทำงานในเวอร์ชั่น iOS 9 หรือสูงกว่าขึ้นไป เป็นกล้องตัวแรกที่สามารถใช้สตีมผ่าน Facebook Live ได้โดยตรง สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวความชัดแบบ 720P ผ่านระบบ Wi-Fi หรือ LTE มีไมโครโฟนฝังอยู่ภายในเหมือนกล้องทั่วไป

uCorder IRDC250 Wearable Video Camera

เป็นกล้องบันทึกภาพของ uCorder ถูกออกแบบมาเพื่อพกพาไปไหนได้อย่างสะดวก ด้วยภาพที่บันทึกได้ในความละเอียด 640 x 480 แบบ 25fps มาพร้อมกับความจำในระบบ 2 GB มีน้ำหนักเพียงแค่ 1 ปอนด์เท่านั้น

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้อยากได้แบบไหน บางตัวก็มีขนาดใหญ่ แต่บันทึกภาพได้แบบ Full HD 1080p ในบางตัวก็มีในขนาดที่กะทัดรัด แต่ต้องแลกมาด้วยความคมชัดทีต่ำกว่า ถ้าหากคุณเป็นคนที่ไม่ได้เดินทางไปไหนบ่อย ๆ หรือใช้งานบนคอมพิวเตอร์ที่บ้านเป็นหลัก ก็ขอแนะนำตัวใหญ่อย่าง Logitech จะดีกว่า ถือเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุดในตลาด

ประเภทของกล้องถ่ายรูป

สวัสดีครับ ผมเป็นนักเขียนหน้าใหม่(และมือใหม่) วันนี้มาเขียนบทความแรกครับ ผิดถูกยังไงก็ขอฝากให้คำติชมด้วยนะครับ

เอาล่ะครับ ตอนนี้หลายๆโรงเรียนก็สอบเสร็จกันแล้ว ปิดเทอมนี้เพื่อนๆคิดจะทำอะไรกันบ้าง บางคนก็ไปติว บางคนก็ไปเที่ยว บางคนก็ไปเข้าค่าย บางคนก็ทำกิจกรรมต่างๆ แต่สำหรับใครที่ยังไม่มีกิจกรรมอะไรทำ เราลองมาทำกิจกรรมนี้กันดีกว่า กิจกรรมนั้นคือ “การถ่ายภาพ”

ก่อนเราจะไปเข้าเรื่อง ผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่า ผมก็เป็นเพียงคนที่ฝึกหัดด้านการถ่ายภาพ ไม่ได้มีฝีมืออะไรที่มากมาย แต่อยากช่วยแชร์ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ หากเรื่องใดที่ผมทราบ ก็จะตอบให้ แต่หากเรื่องใดที่ไม่ทราบ ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ

การจะถ่ายภาพต้องมี กล้องถ่ายรูป ใช่ไหมครับ ? วันนี้ผมจะมาบอกประเภทของกล้องถ่ายรูปกันก่อนเลย(ในบทความนี้จะกล่าวแค่กล้องดิจิตอลนะครับ)

1.กล้องคอมแพ็ค(Compact) เป็นกล้องที่ใช้งานง่ายมากครับ เพียงเปิด กดชัตเตอร์ ก็จะได้รูปออกมาชมแล้ว ^0^ กล้องจะมีขนาดเล็ก พกพาง่าย และเดี๋ยวนี้ สามารถแต่งภาพในกล้องได้ด้วย อีกทั้งยังมีความคมชัดที่มากด้วย แต่ไม่สามารถตั้งค่าเกี่ยวกับการถ่ายภาพได้มาก และมีข้อจำกัดเรื่องการซูม(Zoom) ที่ซูมได้น้อย (แต่รุ่นใหม่ๆก็มีการซูมได้เยอะ)

2.กล้องโปรซูมเมอร์(Prosumer) เป็นกล้องที่สูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น สามารถปรับตั้งค่าเกี่ยวกับการถ่ายภาพได้มากขึ้น มีการซูมที่มากขึ้น และคุณภาพของภาพที่มากขึ้น บางรุ่นสามารถใส่อุปกรณ์เสริมได้ เช่น แฟลช ตัวเสริมเลนส์ แต่ก็มีข้อจำกัดในบางเรื่อง เช่น ปรับค่าที่ยังไม่สามารถปรับได้ทั้งหมด และกล้องประเภทนี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้

3.กล้อง DSLR (Digital Single Lens Reflex) แปลตามตัวก็คือ กล้องดิจิตอลสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว จะเห็นได้ตามที่มืออาชีพใช้กัน เป็นกล้องที่มีขนาดใหญ่ ให้คุณภาพของภาพที่สูง และสามารถปรับค่าเกี่ยวกับการถ่ายภาพได้ทุกอย่าง มีความยืดหยุ่นสูง และสามารถใส่อุปกรณ์เสริมได้หลายอย่าง และสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งหมายความว่า ทำให้ได้ภาพที่หลากหลาย และคุณภาพของภาพที่มากขึ้นนั่นเอง
แต่ในปัจจุบัน มีกล้องที่มีขนาดเล็ก และสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ และคุณภาพใกล้เคียงกับกล้อง DSLR โดยกล้องชนิดนี้ถูกเรียกว่า กล้อง Mirrorless

เทคโนโลยีไบโอเมตทริกซ์

เทคโนโลยีไบโอเมตทริกซ์

(Biometrics) คือ เทคโนโลยีที่สำหรับยืนยันตัวบุคคล โดยผสมผสานเทคโนโลยี ทางด้านชีวภาพ และทางการแพทย์ กับเทคโนโลยีทาง คอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการตรวจวัดลักษณะทางกายภาพและลักษณะทาง พฤติกรรม ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคลนั้นๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จึงทำให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูง การใช้ไบโอเมตริกซ์ ทำให้ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้ความจำ หรือจำเป็นต้องถือบัตรผ่านใดๆ ทำให้สะดวกและรวดเร็ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพกบัตร และต้องจำรหัสผ่าน อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันการสูญหายของบัตรผ่าน และไบโอเมตริกซ์ยังยากต่อการปลอมแปลง และยากต่อการลักลอบนำไปใช้

เงื่อนไขในการทำไบโอเมตทริกซ์

  • ในประเทศไทยจะถูกขอให้ดำเนินการให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลของตนในขณะที่ยื่นคำขอวีซ่า เว้นแต่ผู้ยื่นคำขอนั้นได้รับการยกเว้นจากโปรแกรมการให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ผู้ยื่นคำขอวีซ่าทางไปรษณีย์ไปที่สถานทูตวีซ่าออสเตรเลีย หรือที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย จะได้รับหนังสือแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอ ให้ท่านเดินทางไปที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียด้วยตนเองเพื่อให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ผู้ยื่นคำขอวีซ่าทางออนไลน์ จะได้รับหนังสือแจ้งผ่านทางอีเมลล์ ให้ท่านเดินทางไปที่ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียด้วยตนเองเพื่อให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล
  • ในการถ่ายรูปนั้น จะต้องเห็นใบหน้าของท่านโดยชัดเจน
  • ไม่สามารถให้ผมตกลงมาปรกตาของท่านได้
  • ไม่สวมหมวกหรือผ้าพันคอหรือสิ่งใดๆ ที่จะบดบังใบหน้า ผม หรือคอ (เว้นแต่ในกรณีของการสวมสิ่งคลุมศีรษะตามหลักศาสนาตามรายละเอียดข้างล่างนี้)
  • ถ้าสวมสิ่งคลุมศีรษะหรือคอตามหลักศาสนา จะต้องให้เห็นใบหน้านั้นโดยชัดเจน นับแต่ส่วนล่างของคางไปจนถึงคิ้ว รวมถึงแก้มทั้งสองข้างด้วย ถ้าเป็นไปได้ จะต้องให้เห็นหูทั้งสองข้าง
  • บางครั้งจะต้องถอดแว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์ขณะถ่ายภาพ
  • ถ้าปลายนิ้วมือได้รับบาดเจ็บ ควรแจ้งให้ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียทราบว่าเมื่อใดอาการบาดเจ็บนั้นจะหายเป็นปกติดี
  • ถ้ามีการประดับ เช่น การเจิมหน้าผาก (Mehdi) ควรแจ้งให้ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลียทราบ ในขณะที่ยื่นคำขอวีซ่าว่าจะทำการสแกนได้หรือไม่อย่างไร
  • ถ้าปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล คำขอวีซ่าจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และจะถูกรายงานไปยังสถานทูตออสเตรเลียต่อไป
  • เอกสารที่ต้องใช้ในการทำไบโอเมตทริกซ์

  • เอกสารสำหรับทำไบโอเมตริก IMMI s257A (s40) Requirement to Provide PIDs จะได้หลังจากที่ยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว
  • หนังสือเดินทางเล่มจริง ที่ใช้ในการขอวีซ่า (ไม่สามารถใช้สำเนาได้)
  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • ใบนัด VIF – Appointment Letter
  • ค่าธรรมเนียมเป็นจำนวนเงิน 851.- บาท ค่าธรรมเนียมสามารถชำระเป็นเงินสด หรือแคชเชียร์เช็ค หรือแบงค์ดราฟท์ธนาคาร ที่สั่งจ่ายในนาม บริษัท วีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด
  • ผู้เยาว์ที่อายุ 16 ปีและ 17 ปีต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายให้ความยินยอมในการเดินทางด้วย
  • ผู้เยาว์ที่อายุ 5 ปี ถึง 15 ปีต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายมาให้ความยินยอมในการเดินทางด้วย และ จำเป็นต้องมีบิดามารดา/ผู้ปกครองตามกฎหมายอยู่ด้วยในขณะให้ข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล