Slider
ดูหนังเอเชีย

Blog

10 เทรนด์ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 2019 ที่ทุกคนจะได้เห็น อีกไม่นานเกินรอ

สิ้นสุดการรอคอยกันแล้ว เมื่อบริษัทวิจัยการตลาดไอทีระดับโลก “การ์ทเนอร์” ได้ออกมาฟันธง 10 เทรนด์ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 2019 ซึ่งทุกคนมีแนวโน้มจะได้เห็นกันในปีหน้า

“ในอนาคตอันใกล้นี้ สมาร์ทดีไวซ์ ซึ่งหมายรวมถึง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในมือทุกคน จะเป็นเครื่องมือส่งมอบคอนเทนต์ดิจิทัลล้ำ ๆ ทุกที่ทุกเวลา และเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่เราได้สัมผัสกันแล้วในปีนี้ ก็จะยิ่งทวีความฉลาด มีประสิทธิภาพ และล้ำสมัยมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา ก็จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างและทยอยเผยโฉมออกมาให้เราได้เห็นกันในปี 2019 ที่จะถึงนี้”

1. เปิดเทรนด์ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 2019 ด้วย ‘Autonomous Things AI’ ที่จะฉลาดขึ้นด้วย IoT

AI หรือปัญญาประดิษฐ์ จะเข้ามามีอิทธิพลกับทุกชีวิตมนุษย์และทุกภาคส่วนมากขึ้น ด้วยความสามารถและศักยภาพของ AI ที่จะเพิ่มขึ้น ทำให้อุปกรณ์ เครื่องมือ ต่างๆ มีความสมาร์ทหรืออัจฉริยะมากขึ้น โดยจะมีการประยุกต์เอาเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงถึงกันและทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายได้ในวงกว้างขึ้น และในปีหน้าเราจะได้เห็น AI ที่ชาญฉลาดเหมือนมนุษย์ เหมือนมี IQ เพิ่มขึ้น และเข้ามามีบทบาทในการทำงานแทนมนุษย์ โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม ในรูปแบบของหุ่นยนต์, โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับ

อย่างไรก็ตาม ฟังแบบนี้แล้ว ใครหลายคนอาจตื่นตระหนกว่า AI ที่มาในรูปแบบของหุ่นยนต์ หรือแม้แต่โดรนจะมาแย่งงานมนุษย์หรือเปล่า ในมุมนี้ รายงานของการ์ทเนอร์ยืนยันว่า แม้ AI จะชาญฉลาดมากขึ้นแค่ไหน แต่ก็สามารถทำงานอยู่ได้ในขอบเขตแคบๆ เพราะอย่างไรเสีย AI ก็ไม่สามารถทำงานที่ต้องอาศัยทักษะการแก้ปัญหาของมนุษย์ได้อยู่ดี

2. วิเคราะห์ข้อมูลง่ายขึ้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ Augmented Analytics

การทำ Augmented Analytics ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี Automated Analytics หรือ Automated Machine Learning จะได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีนี้เป็นตัวแทนของคลื่นลูกที่สามในแวดวงการวิเคราะห์ข้อมูล ทำหน้าที่เหมือน นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลที่ใช้อัลกอริทึมเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาข้อมูลและสมมุติฐานเพิ่มขึ้น ซึ่งนี่จะเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการวิเคราะห์ข้อมูลในแวดวงธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยทำให้ข้อมูลที่ได้มีมิติ มีความลึกขึ้นโดยไม่มีความคิดเห็นส่วนตัวมาปะปน

และด้วยเทรนด์นี้ จะทำให้เกิดกลุ่ม Citizen Data Scientist มากขึ้นไปด้วย โดยการ์ทเนอรทำนายเอาไว้ว่าภายในปี 2020 จะมีกลุ่ม Citizen Data Scientist เพิ่มจำนวนขึ้นถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

3. การพัฒนาในอนาคตจะมี AI นำทาง AI-driven development

แนวทางที่ Data Scientist ต้องทำงานร่วมกับ Software Developer เพื่อพัฒนาโซลูชันส์ด้วยการนำ AI เข้าไปเสริมกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะ AI จะเข้ามามีบทบาทเสริมให้แอปพลิเคชันต่างๆ ที่กำลังคิดค้นและพัฒนาขึ้นมามี options หลากหลายและใช้งานง่ายมากขึ้น และ AI เองก็จะเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการต่างๆ โดยการ์ทเนอร์ทำนายว่าภายในปี 2020 ที่จะถึงนี้ 40% ของการพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องมี AI Co-developer เข้าไปร่วมพัฒนาด้วย

4. Digital Twin เปลี่ยนโฉมธุรกิจ

Digital Twin (ดิจิทัล ทวิน) หมายถึง การทำสำเนาสิ่งของ อาคาร หรื่อเครื่องจักรในรูปแบบดิจิทัล และไม่ได้หมายถึงแค่การสร้างโมเดลจำลองของสิ่งของในรูปแบบ 3 มิติ แต่รวมถึงการบันทึกข้อมูลสถานะในทุกๆ อย่างของสิ่งของชิ้นนั้น เช่น เพื่อตรวจสอบการทำงาน เพื่อคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า หาต้นตอของปัญหาและหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาในอนาคต เป็นต้น

เทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นตามความเฟื่องฟูของ IoT ซึ่งคาดว่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในองค์กรธุรกิจต่างๆ เพื่อส่งมอบ คุณค่า ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างรวดเร็ว โดยผลสำรวจจากการ์ทเนอร์ ระบุว่าเกือบครึ่งขององค์กรที่มีการนำ IoT เข้ามาใช้ในปีนี้ มีแผนจะติดตั้งเทคโนโลยีดิจิทัล ทวินเข้าไปด้วย และภายในปี 2020 มีการพยากรณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า

5. ได้เห็นกันแน่! Edge Computing ที่จะมาพร้อมความสามารถที่ไม่ธรรมดา

โดยปกติแล้ว ถ้าอุปกรณ์ไหนทำหน้าที่เป็น Edge Computing (เอดจ์ คอมพิวติง) ได้ ก็จะสามารถประมวลผลข้อมูลที่รับมาจากอุปกรณ์หลายๆ ตัว แล้วทำให้ข้อมูลที่จะถูกส่งต่อออกไปมีขนาดเล็กลง ปริมาณข้อมูลก็จะน้อยลง ไม่เปลืองแบนด์วิดท์ การประมวลผลในคลาวด์ ก็อาจลดลงด้วย ซึ่งการ์ทเนอร์มองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เอดจ์ คอมพิวติง จะยิ่งเก่งขึ้นได้ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะเข้าไป ได้แก่ ชิปเอไอที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นใหม่ และการประมวลผลด้วยเทคโนโลยี 5G รวมถึงจะถูกขับเคลื่อนการทำงานด้วย IoT และมีความสามารถล้ำหน้ายิ่งขึ้น

6. สร้างประสบการณ์ดิจิทัล เหนือจินตนาการด้วย Immersive Experience

Wikipedia ให้คำนิยามสั้นๆ ของ Immersive Technology ว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่สร้างความกลมกลืนระหว่างโลกในความจริง (physical  world) กับ โลกจำลองแบบดิจิทัล ด้วยการสร้าง “ความรู้สึกจมดิ่ง” (immersion) ลงไปในโลกเสมือน ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับอยู่ในโลกความเป็นจริง

ความแรงของเทคโนโลยีนี้ จะหนุนเสริมกับทิศทางการตลาดยุคใหม่ ที่พร้อมสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะในโลกจริง หรือบนโลกดิจิทัล ที่ผ่านมาผู้สร้างประสบการณ์นี้จะขนเอาทุกวิธีการและกลยุทธ์ที่จะลบหรือเบลอภาพเทคโนโลยี ไม่ให้มากั้นขวางโลกจริงกับโลกดิจิทัลออกจากกัน อย่างการใช้เทคโนโลยีของแพลตฟอร์มการสนทนา เช่น แชตบอท จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการที่มนุษย์โต้ตอบกับโลกดิจิทัล ไปสู่รูปแบบใหม่ หรือการใช้ เทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality) การรวมสภาพแวดล้อมจริงกับภาพเสมือน 3 เข้าด้วยกันให้ผู้ใช้มองผ่านกล้อง (Augmented Reality) ด้วยเหตุนี้การรับรู้ต่อโลกดิจิทัลของทุกคนจะเปลี่ยนไปด้วยวิธีการสื่อสารและโต้ตอบในรูปแบบใหม่ระหว่างผู้ใช้งานกับเทคโนโลยีนั่นเอง

7. Blockchain ความหวังใหม่ในการทำธุรกิจ

ที่ผ่านมา Blockchain (บล็อกเชน) ได้สร้างปรากฏการณ์ กระทั่งได้รับการกล่าวขานทั่วโลกว่า เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าของการทำธุรกิจ เนื่องจากบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทในการวางระบบจัดแยกเก็บบัญชีธุรกรรมไว้ในที่ต่างๆ โดยกระจายฐานข้อมูลแยกศูนย์แต่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเพียร์ทูเพียร์ (peer to peer) หรือระบบที่ทุกคนแชร์ข้อมูลกันไปมาโดยไม่มีศูนย์กลางได้

ด้วยเหตุนี้ บล็อกเชนจึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ทุกธุรกิจได้ เพราะสามารถตรวจสอบและเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีบล็อกเชนยังมีความเที่ยงตรงสูง จึงสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจได้มากขึ้น ปัจจุบันจึงมีบริษัทขนาดใหญ่บางราย เดินหน้าโครงการนำร่องเกี่ยวกับบล็อกเชนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกอย่างวอลมาร์ท หรือบริษัทเดินเรือขนส่งสินค้าระดับโลกอย่าง Maersk

8. พื้นที่อัจฉริยะ Smart Spaces ทวีความจำเป็นยิ่งขึ้น

สภาพแวดล้อมทางกายภาพหรือดิจิทัล ที่ประกอบสร้างขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์และเทคโนโลยีมีปฏิสัมพันธ์กันได้มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีแบบเปิด การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การทำงานร่วมกัน และระบบนิเวศอัจฉริยะ ทั้งหมดนี้เป็นนิยามของ พื้นที่อัจฉริยะ หรือ Smart Spaces ที่เราจะพบเห็นกันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการ์ทเนอร์ฟันธงว่า แนวโน้มการเติบโตของ “พื้นที่อัจฉริยะ” เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ ห้องทำงานดิจิทัล สมาร์ทโฮม และโรงงาน โรงงานที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเครื่องจักร เซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์ เป็นต้น (Connected Factory) นี่เป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งว่าเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของเรามากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้ไป

9. ผู้คนจะร่ำร้องหา ความเป็นส่วนตัว จริยธรรม ในยุคดิจิทัลมากขึ้น

ประเด็นเรื่อง Digital ethics and privacy เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่การ์ทเนอร์จัดมาไว้ใน 10 เทรนด์เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ซึ่งถ้าแปลความหมายกันตรงๆ นี่เป็นเทรนด์เดียวใน 10 เทรนด์ ที่ไม่ได้สื่อถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ล้ำสมัยแต่อย่างใด แต่กลับต้องการสื่อว่าประเด็นด้านจริยธรรมและความเป็นส่วนตัวนั้นได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และภาครัฐ

โดยผู้คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการที่เหล่าองค์กรและภาครัฐจะนำข้อมูลของตนเองไปใช้ ในขณะที่องค์กรและภาครัฐเองก็ต้องออกมาดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อป้องกันกรณีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่รอให้เกิดขึ้นแล้วมาตามแก้ไขภายหลัง ดังนั้น ข้อตกลงในประเด็นด้านจริยธรรมในการใช้งานข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานนั้นจึงจะถูกยกระดับขึ้นมาในฐานะสิ่งที่ถูกต้อง ที่สมควรทำ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกบังคับให้ต้องทำ

10. Quantum Computing เปลี่ยนโฉมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม

เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนจากการทำงานบนแผงวงจร มาใช้คุณสมบัติพิเศษของอะตอมแทน นี่คือจุดเริ่มต้นของการประกาศศักดา Quantum Computing ให้ชาวโลกได้รู้จัก โดยระบบนี้ได้มาปฏิวัติการแทนค่าข้อมูลด้วย Bit อันประกอบด้วยตัวเลข 0 กับ 1 ทีละตัวแล้วนำไปประกอบกัน มาเป็นการใช้อะตอมที่มีคุณสมบัติของ Quantum Bit หรือ Qubit สามารถประมวลผลเป็นตัวเลข 0 หรือ 1 พร้อมกันได้

โดยคุณสมบัตินี้ทำให้แต่ละ Qubit ทำงานได้เร็วกว่า Bit อย่างมหาศาล นอกจากนี้ Qubit ยังสามารถสื่อสารกับอะตอมที่เป็น Qubit ด้วยกันได้โดยไม่ต้องผ่านสื่อกลาง ทำให้ Qubit สามารถประมวลผลร่วมกันได้ราบรื่นและรวดเร็ว รวมถึงรองรับงานแบบ Multitasking ได้ง่ายกว่า ดังนั้น ต่อจากนี้ไปในเชิงอุตสาหกรรม จะมีการนำ Quantum Computing มาใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ที่ผ่านมา เหล่า CIO หรือผู้นำทางด้านระบบ IT ขององค์กรเอง ก็เริ่มทำความเข้าใจในตัวเทคโนโลยีนี้มากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมว่าในวันที่เทคโนโลยีได้รับการพัฒนาให้เสถียรแล้ว จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว โดยการ์ทเนอร์คาดว่า Quantum Computing นั้นจะเริ่มใช้งานได้อย่างแพร่หลายภายในปี 2023 ถึง 2025 นี้

10 เทรนด์ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก 2019 ที่ทุกคนจะได้เห็น อีกไม่นานเกินรอ

เกี่ยวกับเทคโนโลยี เทคโนโลยีปัจจุบัน

Top 10 กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 ถ่ายงานก็ได้ ถ่ายเล่นก็สวย

10-กล้อง-Canon-ราคาไม่เกิน-15,000-บาทที่น่าสนใจ

หนึ่งในแบรนด์กล้องชั้นนำที่ชาว Priceza หลายคนชื่นชอบคงจะต้องยกให้เป็นของ Canon เพราะนอกจากความเก่าแก่ของแบรนด์แล้ว เรื่องของคุณภาพไฟล์ เรื่องอุปกรณ์เสริมที่หาง่าย บริการหลังการขาย รวมไปถึงเรื่องราคาที่เอื้อมถึงได้ของกล้องยี่ห้อนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าไว้วางใจได้เสมออีกด้วย โดยเฉพาะ กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 บาท

กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15000 บาท

สำหรับช่างภาพมือใหม่ที่กำลังมองหากล้องคุณภาพดีๆ ที่พกพาไปถ่ายรูปได้สบาย ๆ เราก็คัดมาให้ตัดสินใจกันทั้งหมด 10 รุ่น ซึ่งต้องบอกเลยว่าจะถ่ายเล่น ๆ หรือถ่ายเป็นงานก็เอาอยู่ทำได้แน่นอน

กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ประเภท DSLR

1. Canon EOS 1300D

ราคากล้อง-Canon-EOS-1300D

สำหรับรุ่นนี้เป็น DSLR เช่นเดียวกัน มาพร้อมกับความละอียด 18 ล้านพิกเซลเช่นเดียวกัน โดยเซนเซอร์ที่ใช้ก็เป็น APSC-C และมาพร้อมกับชิปประมวลผลภาพแบบ Digic 4+ ทำให้ได้ไฟล์ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม เหมาะกับการถ่ายงานได้สบาย ๆ ราคาดีที่สุดพร้อมเลนส์ KIT ของกล้องรุ่นนี้อยู่ที่ 7,xxx บาท

2. Canon EOS 4000D

ราคากล้อง-Canon-EOS-4000D

กล้อง DSLR ที่เหมาะกับมือใหม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่าย และสามารถถ่ายได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือ น้ำเบาและไม่ใหญ่เกินไป สายเที่ยวก็พกพาได้ง่าย ซึ่งรุ่นนี้มาพร้อมเซนเซอร์แบบ APS-C ความละเอียด 18.1 ล้านพิกเซล และมีระบบ Auto Focus มาถึง 9 จุดด้วยกัน Canon EOS 4000D ราคาดีที่สุดจะอยู่ที่ 9,xxx บาท

3. Canon EOS 3000D

ราคากล้อง-Canon-EOS-3000D

กล้อง DSLR ที่มาพร้อมกริปจับที่ช่วยให้ถือกล้องได้อย่างมั่นคง รุ่นนี้มีการใช้เซนเซอร์ CMOS แบบ APS-C โดยความละเอียดอยู่ที่ 18 ล้านพิกเซล พร้อมกับการใช้ชิปประมวลผลแบบ DIGIC 4+ ทำให้ใช้เวลาได้รวดเร๋วมากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำหนักที่เบากว่า DSLR รุ่นอื่นๆ เพราะน้ำหนักเพียงแค่ 436 กรัม เท่านั้น ช่างภาพที่อยากได้กล้องไว้ถ่ายทำงาน และพกพาไปเที่ยวรุ่นนี้ตอบโจทย์มากทีเดียว แถมราคาดีที่สุดก็อยู่ที่ 13,xxx บาท

กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ประเภทคอมแพ็ค Compact

4. Canon IXUS 190

ราคากล้อง-Canon-IXUS-190

กล้อง Compact ที่ทำมาเพื่อเอาใจคนชอบเที่ยวโดยเฉพาะ สำหรับกล้องรุ่นนี้ใช้งานง่าย เหมาะกับการถ่ายภาพที่เน้นความรวดเร็วในการถ่าย โดยกล้องจะคำนวณค่าต่างๆ ให้ ผู้ใช้เพียงแค่กดถ่ายเท่านั้น ซึ่งความละเอียดของกล้องรุ่นนี้อยู่ที่ 20 ล้านพิกเซล สำหรับฟังก์ชั่นที่น่าสนใจของกล้องรุ่นนี้ก็คือ ระบบกันสั่นที่ไว้วางใจได้ในทุก ๆ จังหวะการถ่ายแม้จะเคลื่อนไหวก็ตาม โดยมีราคาดีที่สุดที่ประมาณ 4,xxx บาท เท่านั้น

5. Canon PowerShot SX430 IS

ราคากล้อง-Canon-PowerShot-SX430-IS

กล้อง Compact ราคาสบายกระเป๋า รุ่นนี้มาพร้อมกับความละเอียด 20.5 ล้านพิกเซล โดยใช้เซนเซอร์ CMOS ขนาด 1 / 2.3 นิ้ว โดยจุดเด่นของกล้องรุ่นนี้ก็คือ เลนส์ซูมออพติคอล 45x หรือเทียบเท่ากับเลนส์ 35 มม. ที่ 24-1080 มม. เลยทีเดียว เป็นรุ่นทที่เหมาะกับการใช้งานในการท่องเที่ยว หรือถ่ายเล่นสนุก ๆ ได้ดี ราคาดีที่สุดอยู่ที่ 6,xxx บาท

6. Canon PowerShot SX740 HS

ราคากล้อง-Canon-PowerShot-SX740-HS

อีกหนึ่งรุ่นของกล้อง Compact ที่ควรค่าต่อการพกติดตัวไปทุกๆ ทริป ซึ่งรุ่นนี้มีการใช้เซนเซอร์แบบ 1 /2.3 นิ้ว เช่นเดียวกัน มีความละเอียดที่ 20.3 ล้านพิกเซล แถมยังมาพร้อมกับระบบซูมแบบออปติคอลได้ถึง 40 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นรุ่นนี้ก็ยังมีความสามารถในการถ่ายวีดิโอที่ให้ความละเอียดระดับ 4K อีกด้วย ราคาดีที่สุดจะอยู่ที่ 10,xxx บาท

7. Canon IXUS 285 HS

ราคากล้อง-Canon-IXUS-285-HS

กล้องรุ่นนี้จัดว่าเป็นรุ่นท็อปของตระกูล IXUS จาก Canon เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นกล้องคอมแพคที่มาพร้อมกับสเปคเยี่ยม เริ่มจากการใช้เซนเซอร์ CMOS ที่มีความละเอียดสูงถึง 20.2 ล้านพิกเซล และยังมีเทคโลยีอย่าง Zoomplus ที่ช่วยขยายกำลังซูมให้มากถึง 24 เท่าเลยทีเดียว นอกจากถ่ายง่ายและถ่ายสวยแล้ว กล้องรุ่นนี้ก็ยังมีระบบการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ NFC ให้ถ่ายโอนไฟล์ภาพได้ง่ายและรวดเร็วอีกด้วย สำหรับราคาดีที่สุดจะอยู่ที่ 6,7xx บาท เท่านั้น

8. Canon PowerShot G9X

ราคากล้อง-Canon-PowerShot-G9X

กล้องคอมแพคที่จัดว่าเป็นระดับพรีเมียมที่สุดของ Canon โดยรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับความละเอียด 20.1 ล้านพิกเซล และประมวลผลด้วยระบบ DIGIC 7 ซึ่ง G9X ก็เป็นกล้องที่ช่วยให้การพกพากล้องถ่ายรูปไปเที่ยวนั้นง่ายยิ่งขึ้น เพราะขนาดที่เล็กกระทัดรัดแบบใส่กระเป๋ากางเกงยังได้เลย แถมยังมีน้ำเบามากเพียง 206 กรัมเท่านั้น ราคาอาจจะเกินหมื่น 5 มานิดหน่อย แต่ในช่วยจัดโปรนี่เหลือไม่ถึง 15,000 จริง ๆ ซึ่งตอนนี้หมดไปแล้ว ต้องติดตามเรื่อย ๆ

กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ประเภท Mirrorless

9. Canon EOS M100

ราคากล้อง-Canon-EOS-M100

กล้อง Mirrorless ที่แคนนอนได้จัดเต็มในเรื่องของสเปค ซึ่งแม้ว่าจะมีสเปคเทียบเท่ากับ DSLR อีกหลายๆ รุ่น แต่ในเรื่องของราคานั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เกินงบ 15k โดยรุ่นนี้ใช้เซ็นเซอร์แบบ APS-C ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล และมีระบบออโต้โฟกัสที่รวดเร็วอีกด้วย สามารถพับขอมาเซลฟี่ได้ ราคากล้อง Canon EOS M100 มือหนึ่งจะอยู่ที่ 11,xxx บาท และถ้าเลือกซื้อพร้อมเลนส์ Lens 22 mm จะอยู่ที่ 16,xxx บาท

10. Canon EOS M6

ราคากล้อง-Canon-EOS-M6

ปิดท้ายกันที่กล้องมิลเลอร์เลสคุณภาพสูง ซึ่งตอนนี้ก็มีการจัดโปรโมชั่นให้สามารถซื้อได้ในราคาพิเศษ ประมาณ 12,xxx บาท โดยราคานี้เป็นราคาเฉพาะบอดี้ยังไม่รวมเลนส์ ซึ่งเหมาะกับเพื่อน ๆ ที่มีกล้องหรือเลนส์ Canon อยู่แล้ว หรือใครจะหาเลนส์มือสองที่ราคาไม่สูงก็ช่วยให้อยู่ในงบได้เหมือนกัน ซึ่งความพิเศษของกล้องรุ่นนี้ก็คือ ความละเอียดที่เรียกได้ว่าคมชัดมากๆ เพราะอยู่ที่ 24 ล้านพิกเซล มีระบบป้องกันการสั่นไหว และมีการใช้เซนเซอร์ CMOS APS-C พร้อมชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง DIGIC 7 ทำให้ได้ภาพรวดเร็วและถ่ายต่อเนื่องได้อย่างสนุก

ทั้ง 10 รุ่นนี้ก็คือ กล้อง Canon ราคาไม่เกิน 15,000 บาท ที่สามารถใช้ถ่ายเล่นในการออกทริปท่องเที่ยวก็ได้ หรือจะเลือกรุ่นที่เน้นไปในการถ่ายจริงจังเพื่อทำงานก็มีให้เลือกเช่นเดียวกัน ชอบรุ่นไหนลองไปหาลองเล่นได้ตามร้านขายกล้องชั้นนำทั่วไป หรือถ้าถูกใจแล้วก็ลองเช็คราคาล่าสุดบน Priceza กันก่อนก็ได้ บอกเลยว่าไม่แน่ซื้อออนไลน์อาจได้ราคาที่ดีกว่าจ้า

เลนส์กล้องมีกี่ประเภท ? สิ่งสำคัญที่ช่างภาพมือใหม่ควรรู้

เลนส์กล้อง

ชวนช่างภาพมือใหม่มาไขข้อข้องใจว่า จริง ๆ แล้ว เลนส์กล้องมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้ถ่ายภาพแบบไหน

เชื่อเลยว่าช่างภาพมือใหม่หลาย ๆ คนอาจจะสับสนไม่น้อย เมื่อถึงเวลาที่ต้องการหาเลนส์ใหม่ ๆ มาใช้ เพราะอยากได้ภาพถ่ายที่มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งพอถึงเวลาต้องเลือกเลนส์จริง ๆ กลับไม่รู้เลนส์แบบไหนเหมาะกับสไตล์การถ่ายภาพของตัวเอง รวมถึงกล้องที่มีอยู่ด้วย ดังนั้นเราเลยนำเรื่องประเภทของเลนส์มาฝากกันครับ

เลนส์กล้องแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่

เลนส์กล้อง

1. เลนส์ไพร์ม (Prime Lens) คือเลนส์ที่มีระยะโฟกัสตายตัวแค่ช่วงเดียวเท่านั้น แต่จะให้ภาพที่คมชัด มีให้เลือกตั้งแต่ระยะไวด์ไปถึงเทเล เช่น 24 มม., 85 มม., และ 100 มม. เป็นต้น ซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ช่วยให้พกพาสะดวก เพราะมีจำนวนชิ้นเลนส์น้อย

เลนส์กล้อง

2. เลนส์ซูม (Zoom Lens) เป็นเลนส์ที่สามารถปรับระยะซูมได้หลายช่วงในเลนส์เดียว เช่น 16-35 มม. และ 70-300 มม. ภายในเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์หลายชิ้น เพื่อประสิทธิภาพในการซูม ส่งผลให้ตัวเลนส์มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักค่อนข้างเยอะ

เลนส์กล้องแบ่งตามระยะโฟกัส

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

1. เลนส์มาตรฐาน (Normal Lens) คือเลนส์ที่มีความยาวโฟกัสในระยะปกติ ให้ภาพถ่ายที่มีระยะพอดีกับการมองด้วยตาเปล่า โดยเลนส์มาตรฐานจะมาพร้อมกับระยะโฟกัส 50 มม. จึงเป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับใช้ถ่ายภาพทั่วไป หรือจะเรียกอีกอย่างว่าเลนส์ฟิกซ์ 50 ก็ได้เช่นกัน

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

2. เลนส์เทเลโฟโต (Telephoto Lens) หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเลนส์เทเล เป็นเลนส์มุมแคบที่เหมาะกับใช้ในการเก็บภาพระยะไกล เพราะสามารถซูมเข้าหาวัตถุได้ โดยเลนส์ประเภทนี้มีให้เลือกหลายระยะ เช่น 55-300 มม., 70-300 มม., 80-200 มม., และ 200-400 มม. เป็นต้น ไม่เพียงเท่านี้ ยังใช้สำหรับการถ่ายภาพพอร์เทรตด้วย เพราะสร้างเอฟเฟกต์หน้าชัดหลังเบลอได้นั่นเอง

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

3. เลนส์ไวด์ (Wide Angle Lens) คือเลนส์มุมกว้างที่นิยมใช้ในการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ เพราะเก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วน โดยมีระยะโฟกัสให้เลือกหลายช่วงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น 10-24 มม., 11-16 มม., และ 18-35 มม. ไม่เพียงเท่านี้ เลนส์ไวด์ยังเป็นเลนส์ที่เหมาะกับการใช้ถ่ายภาพคอนเสิร์ตหรืออีเว้นต์ต่าง ๆ ด้วย เนื่องจากเก็บภาพได้ครอบคลุม แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่ความเพี้ยนของภาพ ซึ่งเกิดจากขอบภาพที่โค้งกว่าเลนส์แบบอื่น

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

4. เลนส์ฟิชอาย (Fisheye Lens) ลักษณะที่สังเกตได้ชัดของเลนส์ประเภทนี้คือ หน้าเลนส์จะกลมและนูนคล้ายตาปลา สามารถเก็บภาพในมุมกว้างสุดถึง 180 องศาเลยทีเดียว ซึ่งให้ภาพที่ดูแปลกตา พร้อมกับมีระยะโฟกัสให้เลือกทั้งแบบเดี่ยวและซูม เช่น 4.5 มม., 8 มม., และ 10-17 มม.

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

5. เลนส์มาโคร (Macro Lens) เป็นเลนส์ที่เหมาะสำหรับการถ่ายภาพวัตถุหรือแมลงที่มีขนาดเล็ก รวมถึงดอกไม้ด้วย ซึ่งทำให้เห็นรายละเอียดของสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจน โดยมีระยะให้เลือก เช่น 65 มม., 90 มม., และ 105 มม. เป็นต้น

เลนส์กล้อง
เลนส์กล้อง

6. เลนส์ฟิกซ์ (Fixed Lens) คือเลนส์ที่มีระยะโฟกัสแค่ช่วงเดียว ไม่สามารถซูมเข้า-ออกได้ แต่มีจุดเด่นอยู่ที่รูรับแสง ซึ่งมีขนาดกว้างกว่าเลนส์แบบอื่นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ f/2.8 หรือ f/3.5 ขึ้นไป แต่เลนส์ฟิกซ์จะเริ่มที่ f/1.4 หรือ f/1.8 โดยเลนส์บางรุ่นมีรูรับแสงกว้างถึง f/0.95 เลยทีเดียว โดยมีระยะโฟกัสยอดฮิต เช่น 35 มม., 50 มม., และ 85 มม.

เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังมองหาเลนส์กล้องตัวใหม่อยู่ละก็ ลองทำความเข้าใจการใช้งานเบื้องต้นของเลนส์แต่ละประเภทกันก่อนดีกว่า เพราะเลนส์กล้องมีราคาค่อนข้างแพงนั่นเอง ที่สำคัญ เพื่อที่สุดท้ายแล้วคุณจะได้เลนส์กล้องที่ตรงตามความต้องการมากที่สุดยังไงล่ะครับ

เลนส์กล้องมีกี่ประเภท ? สิ่งสำคัญที่ช่างภาพมือใหม่ควรรู้

ความรู้เรื่องกล้อง ประเภทกล้อง

ชนิดกล้องดิจิทัล

1.กล้องคอมแพ็ค

กล้องคอมแพ็คดิจิตอลเป็นกล้องดิจิตอลที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เพียงศึกษาวิธีใช้งานเพียงเล็กน้อยก็สามารถใช้งานได้ โดยหลักการแล้วกล้องคอมแพ็คดิจิตอลมีหลักการทำงานเหมือนกับกล้องคอมแพ็คที่ใช้ฟิล์มถ่ายภาพ ในปัจจุบันเป็นกล้องที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากใช้งานง่ายและราคาไม่แพงมากนัก กล้องคอมแพ็คดิจิตอลในปัจจุบันได้มีการพัฒนาและออกแบบให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้สะดวก เช่น ระบบการซูมภาพ ระบบการวัดแสงอัตโนมัติ ระบบการบันทึกภาพเคลื่อนไหว

2. กล้องดิจิตอลชนิดสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว (DSLR – Digital Single Lens Reflex)

กล้องดิจิตอลชนิดสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิตอลที่มีการพัฒนาจากกล้องขนาด 35 มม.ที่ใช้ฟิล์ม โดยมีหลักการทำงานเหมือนกับกล้องถ่ายภาพสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวแบบใช้ฟิล์ม จะแตกต่างกันตรงที่กล้องดิจิตอลจะใช้แผ่นการ์ดเป็นตัวรับและบันทึกข้อมูล ในปัจจุบันกล้องถ่ายภาพดิจิตอลชนิดสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวจะมีความละเอียดของภาพสูง นอกจากนั้นยังได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยเพิ่มเติมในส่วนของประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ระบบการวัดแสง , ระบบการตั้งความไวชัตเตอร์ ,ระบบบันทึกภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง

3. กล้อง DSLR-Like  

กล้องประเภทนี้คือกล้องที่หน้าตาเหมือน DSLR (ข้อ 2) ทำอะไรต่างๆได้เหมือน DSLR แต่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้และเซนเซอร์รับภาพขนาดเท่ากล้องคอมแพ็ค (Compact)

4. กล้อง Mirrorless 

กล้องประเภทนี้เป็นกล้องแบบเดียวกับ DSLR ต่างกันตรงไม่มีกระจกสะท้อนภาพเท่านั้นเอง ทำให้มีขนาดที่เล็กกว่า DSLR มาก ได้เปรียบเรื่องการพกพาที่ใกล้เคียงคอมแพค คุณภาพไฟล์รูปเท่าๆกับ DSLR

วิวัฒนาการ และประเภทของกล้องดิจิตอล

ชนิดของกล้องดิจิตอลนั้น ก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไป เราลองมาดูกันดีกว่า ว่ากล้องติจิตอลประเภทไหน ที่เหมาะกันตัวเราที่สุดครับ

วิวัฒนาการและประเภทของกล้องดิจิตอล

ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากล้องถ่ายรูป เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายรูป และการท่องเที่ยว วันนี้เรามีดูกันครับ ว่ากล้องดิจิตอล ก่อนมาถึงปัจจุบันมีการพัฒนามาอย่างไรกันบ้าง

กล้องดิจิตอล ถูกผลิตและใช้งานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์ ในช่วงปี คศ. 1976 โดย canon และถูกพัฒนาเรื่อยมา จนมาถึงปี คศ. 1997 เป็นปีที่ผู้ผลิต ต่างผลิตกล้องดิจิตอลออกมาจำหน่ายในตลาดเป็นอย่างมาก หลากหลายยี่ห้อ ตั้งแต่กล้องคอมแพคตัวเล็กๆ จนถึงกล้องรุ่นใหญ่สำหรับมืออาชีพ ซึ่งแต่ละชนิดของกล้องดิจิตอลนั้น ก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไป เราลองมาดูกันดีกว่า ว่ากล้องติจิตอลประเภทไหน ที่เหมาะกันตัวเราที่สุดครับ

  1.  กล้องคอมแพ็ค (Compact Camera)
    กล้องคอมแพ็ค เป็นกล้องดิจิตอลที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย เป็นกล้องที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากใช้งานง่ายและราคาไม่แพงมากนัก และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาและออกแบบให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานได้สะดวก เช่น ระบบการซูมภาพ ระบบการวัดแสงอัตโนมัติ ระบบการบันทึกภาพเคลื่อนไหว และมีโปรแกรมเพื่อถ่ายแบบต่างๆเสร็จ ไม่ต้องตั้งให้เสียเวลา ใครต้องการกล้องขนาดเล็ก กะทัดรัด ใช้งานง่าย ต้องเลือกกล้องคอมแพ็คครับ

  2. กล้องดีเอสแอลอาร์ (DSLR – Digital Single Lens Reflex)
    กล้องดิจิตอลชนิดสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยว เป็นกล้องถ่ายภาพดิจิตอลที่มีการพัฒนาจากกล้องขนาด 35 มม.ที่ใช้ฟิล์ม โดยมีหลักการทำงานเหมือนกับกล้องฟิล์ม จะแตกต่างกันตรงที่กล้องดิจิตอลจะใช้แผ่นการ์ดเป็นตัวรับและบันทึกข้อมูล กล้อง DSLR จะมีความละเอียดของภาพสูง นอกจากนั้นยังได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยเพิ่มเติมในส่วนของการทำงาน เช่น ระบบการวัดแสง , ระบบการตั้งความไวชัตเตอร์ ,ระบบบันทึกภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เหมาะสำหรับงานถ่ายภาพที่ต้องการความสามารถขั้นสูง ต้องการความถนัดมือการในจับถือ งานที่ต้องการการปรับตั้งค่าอย่างรวดเร็ว

  3. กล้องมิลเลอร์เลส (Mirrorless Camera)
    กล้องประเภทนี้ เป็นกล้องที่นำการผสมผสานข้อดีระหว่างกล้อง 2 แพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน  นั่นคือกล้อง DSLR  ที่มีคุณภาพไฟล์รูปสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มีขนาดที่เล็กกะทัดรัด พกพาง่าย ซึ่งรูปร่างหน้าตามองไปก็คล้ายๆ กับ กล้อง compact กล้อง Mirrorless สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้เหมือน กล้อง DSLR ทำให้คุณภาพของไฟล์ภาพสูงเทียบกล้อง DSLR แต่ไม่ใหญ่เทอะทะ พบพาสะดวกกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งานกล้อง แต่ต้องการไฟล์รูปคุณภาพ ไม่ซับซ้อน เน้นความคล่องตัวในการพกพา

กล้องดิจิตอลทั้ง 3 ประเภท จะรองรับความต้องการของผู้บริโภคแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ใช้
แต่ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลประเภทใดก็ตาม Spa battery มีแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพ ได้มารจฐาน มอก. ที่สามารถ support กล้องได้ทุกรุ่น ทุกประเภทอย่างแน่นอนครับ

ประเภทกล้อง

วิวัฒนาการ และประเภทของกล้องดิจิตอล

9 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2021 บทวิเคราะห์จาก Gartner

9 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ในปี 2021 บทวิเคราะห์จาก Gartner

ใกล้จะถึงสิ้นปี 2020 แล้ว จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ด้วยสถานการณ์โรคไวรัสระบาด COVID-19 ที่บังคับให้เราต้องเข้าสู่วิถีการใช้ชีวิตในรูปแบบ New normal ซึ่งบางส่วนก็นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนไปเลย และด้วยการปรับตัวของมนุษย์ในครั้งนี้ ทำให้ช่วยเสริมให้มีการสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ ณ ตอนนี้ โดยเทคโนโลยีบางตัวก็จะได้รับการสนับสนุนจาก องค์กรภาครัฐ เอกชน และธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะถูกนำไปใช้ต่อในปี 2021 ด้วย

Gartner  บริษัทวิจัยและผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศชั้นนำของโลก ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีที่จะมีผลจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั่วโลก โดย Gartner วิเคราะห์ว่า จะมี  9 แนวโน้มกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในปี 2021 ข้างหน้านี้ ซึ่งจะมีดังต่อไปนี้

  • Internet of Behavior (IoB)
  • Total Experience
  • ระบบคลาวด์แบบกระจายคืออนาคตของ Cloud
  • Anywhere operations
  • Cybersecurity Mesh
  • Intelligent composable business
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • Hyperautomation

โดยรายละเอียดในแต่ละเทรนด์มีดังต่อไปนี้

1. Internet of Behavior (IoB)

ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบหลาย ๆ ด้าน การใช้ Internet of Behavior (IoB) เข้ามาช่วยก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจาก Internet of Behavior (IoB) จะเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แห่งมาผสมผสานเทคโนโลยีหลายแบบเข้าด้วยกัน จุดประสงค์เพื่อใช้ในการติดตามตำแหน่ง จดจำใบหน้า ตรวจจับพฤติกรรม เช่น ติดตามพนักงานให้ปฏิบัติตามกฏบริษัท หรือ เฝ้าระวังด้านสุขภาพของพนักงานในช่วงการแพร่ระบาดไวรัส ซึ่งการมีเทคโนโลยีแบบนี้ก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย สำหรับข้อเสียข้อใหญ่นั่นก็คือ อาจจะขัดต่อหลักจริยธรรมได้ เนื่องจากสามารถละเมิดความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ไม่แน่ว่าปี 2021 อาจจะมีการปรับปรุงพัฒนา เพื่อทำให้สามารถนำมาใช้งานได้ตามขอบเขตข้อกฏหมายที่กำหนดในแต่ละประเทศนั้น ๆ ก็ได้

2. Total Experience

เป็นการผสมผสานประสบการณ์ทั้งหมดตั้งแต่พนักงาน ผู้บริหาร ลูกค้า เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงทางผลลัพธ์ธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น เพราะในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา มีผลกระทบที่ทำให้ขาดรายได้ ขาดช่องทางในการขาย ไม่สามารถติดต่อลูกค้าได้โดยตรง สิ่งนี้เองที่จะทำให้องค์กร นำมาปรับใช้ในการดำเนินการธุรกิจ ให้สามารถฟื้นฟูและกลับมายืนต่อได้ โดยอาจจะต้องใช้เทคโนโลยีหรือระบบไอทีใด ๆ เข้ามาช่วยนั่นเอง

3. Privacy-Enhancing Computation

การป้องกันข้อมูลที่ถูกเก็บไว้แล้วจะไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรต้องหาทางปกป้องข้อมูลที่กำลังถูกประมวลผลด้วย และภายในปี 2025 บริษัทใหญ่เกินครึ่งจะต้องเพิ่มความสามารถ เพื่อให้สามารถประมวลผลข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าเชื่อถือและมีผู้เกี่ยวข้องหลายส่วนแบบให้มีทั้งเรื่อง Privacy และ Security

4. ระบบคลาวด์แบบกระจายคืออนาคตของ Cloud

ระบบคลาวด์แบบกระจายคือ บริการคลาวด์ที่กระจายไปยังสถานที่ตั้งที่แตกต่างกันไป แต่การดำเนินการ และการกำกับดูแลรวมถึงการพัฒนา ยังคงเป็นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะ ระบบคลาวด์จะทำให้องค์กรสามารถลดต้นทุน ลดความซับซ้อน และช่วยรองรับกฎหมายที่กำหนดให้ การเก็บข้อมูลบนคลาวด์จะต้องอยู่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง

5. การทำงานที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่จริง ๆ
( Anywhere operations )

จากเหตุการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาทำให้หลายองค์กรมีการปรับตัว และวางรูปแบบการดำเนินงานที่สามารถให้บุคลากรสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ จากการใช้ IT infrastructure ที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนโครงสร้างด้านไอทีที่มั่นคง เพราะรูปแบบการทำงานที่ไหนก็ได้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงลูกค้า และผู้ร่วมงานในพื้นที่ที่ห่างไกลได้ง่าย

รูปแบบของการเปลี่ยนแปลงที่ดีคือ ดิจิทัลระยะไกล เช่น ธนาคารที่ให้บริการแบบดิจิทัลโดยจัดการทุกอย่างตั้งแต่การโอนเงินไปจนถึงการเปิดบัญชีแบบดิจิทัล เป็นต้น

6. Cybersecurity mesh

คือหลักการที่ว่า อนุญาตให้ใครก็ตามสามารถเข้าถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ขององค์กร เช่น ข้อมูล เอกสาร หรืออุปกรณ์ไอที เป็นต้น ได้อย่างปลอดภัย ที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงทรัพย์สินทางดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยที่ทรัพย์สินจำนวนมากที่อยู่ภายนอกเขตรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยทางอินเตอร์เน็ตจะสามารถกำหนดขอบเขตความปลอดภัยได้

7. Intelligent composable business

ธุรกิจที่ชาญฉลาดคือ ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์ปัจจุบัน ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ที่เร่งกลยุทธ์ทางธุรกิจดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีความคล่องตัวและการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องเปิดใช้งานการเข้าถึงข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และมีความสามารถในการตอบสนองต่อข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็ว

8. วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์

กลยุทธ์ทางวิศวกรรม AI ที่มีประสิทธิภาพจะเพิ่มความสามารถในการตีความและความน่าเชื่อถือของโมเดล AI และมอบคุณค่าของการลงทุน AI อย่างเต็มที่ โครงการ AI มักประสบปัญหาเกี่ยวกับการบำรุงรักษา การปรับขนาดและการกำกับดูแลซึ่งทำให้เป็นความท้าทายสำหรับองค์กรส่วนใหญ่

วิศวกรรม AI นำเสนอเส้นทางทำให้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ DevOps แทนที่จะเป็นโครงการเฉพาะและแยกต่างหาก เป็นการรวบรวมสาขาวิชาต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อควบคุมความน่าเชื่อถือ

9. Hyperautomation ระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น

Hyperautomation คือ แนวคิดที่ว่าทุกอย่างในองค์กรถ้าสามารถทำให้เป็นอัตโนมัติได้ ควรจะทำให้มันเป็นอัตโนมัติ เป็นการใช้ Big Data และพัฒนา AI อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ได้ ประสิทธิภาพประสิทธิผลและความคล่องตัวทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น องค์กรไหนที่ยังไม่เน้นเรื่องดังกล่าวจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในที่สุด

ปี 2020 ที่กำลังจะผ่านไป มีเรื่องต่าง ๆ มากมาย แผนกลยุทธ์ที่วางไว้ปีที่แล้วแทบไม่สามารถนำมาใช้ได้ หลัก ๆ คงเป็นเพราะการแพร่ระบาดของไวรัสบนโลกจริง แต่ธุรกิจยังต้องดำเนินต่อไปการคาดการณ์เป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่ควรคิดควบคู่ไปด้วยคือเรื่องความปลอดภัยสารสนเทศ เพราะทิศทางที่วางแผนไว้ความปลอดภัยควรมีควบคู่ไปด้วยเช่นกัน สำหรับองค์กรที่ต้องการวางแผนด้านความปลอดภัย สามารถให้ทีมงาน CAT cyfence เป็นที่ปรึกษาได้ เรื่องความปลอดภัยทีมงานพร้อมดูแลด้านความปลอดภัยให้เอง

Canon แนะนำวิธีใช้กล้องดิจิตอล เป็นเว็บแคม สำหรับการประชุมทางไกล หรือ วิดีโอแชทบน PC

Canon แนะนำวิธีใช้กล้องดิจิตอล เป็นเว็บแคม สำหรับการประชุมทางไกล หรือ วิดีโอแชทบน PC

ปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานได้หันมาใช้วิธีการประชุมทางไกลกันมากขึ้น เพื่องดการพบปะแบบซึ่งหน้าในช่วงที่ COVID-19 กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องมีก็คือเว็บแคม กล้องสำหรับใช้สนทนาแบบเห็นหน้า ซึ่งผู้ใช้ PC แบบตั้งโต๊ะ อาจจะต้องซื้อเพิ่ม แต่สำหรับแล็ปท็อปส่วนใหญ่จะติดตั้งมาให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เว็บแคมบน PC ไม่ค่อยมีความชัดเจนนัก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้ที่กล้องของ Canon

Canon ได้ออกซอฟต์แวร์ EOS Webcam Utility (ยังเป็นเวอร์ชั่น Beta) ออกมาให้ผู้ใช้ Windows 10 ที่มีกล้อง Mirrorless, DSLR, PowerShot ของ Canon เพื่อเปลี่ยนกล้องดิจิตอล เป็นเว็บแคม โดยใช้เพียงซอฟต์แวร์ดังกล่าว และเชื่อมต่อกล้องดิจิตอบเข้ากับ PC ด้วยสายเคเบิล

รายชื่อกล้องที่สนับสนุน EOS Webcam Utility

หล้องจากเชื่อมต่อกล้องดิจิตอลของ Canon กับ PC ผ่านซอฟต์แวร์ EOS Webcam Utility สามารถใช้บริการระชุมทางไกล หรือ วิดีโอแชท ได้เหมือนกล้องเว็บแคมทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม Zoom, Microsoft Teams, BlueJeans และผู้ให้บริการรายอื่น

Canon แนะนำวิธีใช้กล้องดิจิตอล เป็นเว็บแคม สำหรับการประชุมทางไกล หรือ วิดีโอแชทบน PC

เทคโนโลยีกล้องวิดีโอเว็บแคม

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 พลิกโฉมเศรษฐกิจดิจิทัล และวิถีชีวิต 3 Smart ของคนไทย

เทรนด์เทคโนโลยี 2020 ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจและทำให้วิถีชีวิตของคนไทยดีขึ้น ที่น่าจับตามอง และองค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวอย่างไรกันบ้าง เมื่อมีความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ที่ปรึกษา บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด(มหาชน) พูดถึงเทรนด์ในปี 2020 เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับคุณภาพชีวิตจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่มาแรงมากขึ้น เพราะคนใส่ใจสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มองถึงการสร้างความยั่งยืนให้กับโลก

เทคโนโลยีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

เทคโนโลยีที่มาแน่นอน คือ แก็ดเจ็ตที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฮาร์ดแวร์สำหรับการใช้งานทั่วไปของผู้บริโภค อาทิ แก็ดเจ็ตสำหรับป้องกันฝุ่น PM 2.5 ที่มีคลื่นแม่เหล็กเพื่อบล็อกโมลีกุลของฝุ่น ซึ่งจะเป็นอุปกรณ์เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของคนให้ดียิ่งขึ้น

อุปกรณ์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งตัว คือ แก็ดเจ็ตการรีไซเคิลที่ชื่อว่า The Recycling Identifying Device หรือเรียกว่า R.I.D. อุปกรณ์ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบว่าชิ้นส่วนของบรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้หรือไม่ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะที่ล้นโลกอยู่ในขณะนี้

นอกจากนี้สิ่งที่เห็นในการทำตลาด จะเริ่มมีแบรนด์ต่างๆ ออกมาแสดงจุดยืนถึงการเป็นแบรนด์รักษ์โลก ไม่ว่าจะเป็น โคคา โคล่า ประกาศ ประกาศเปลี่ยน “สไปรท์” เป็นขวดใส เพื่อการจัดเก็บรีไซเคิล หรือกระทั่งบาร์บีคิว พลาซ่า เปิดบริการเดลิเวอรี่ เสิร์ฟอาหารถึงบ้านแถมรักษ์โลก โดยใช้ภาชนะที่ย่อยสลายได้

ภาพ : Shutterstock

ใช้มาร์เก็ตติ้งเทคโนโลยีดันยอด

ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยในปี 2562 ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่ แอร์แม็ส (Hermès) นำสินค้ามาลดราคา หรือกระทั่งนาฬิกา โรเล็กซ์ (Rolex) ต้องทำการตลาดเชิงรุก สะท้อนว่าแบรนด์ใหญ่เริ่มขายสินค้าได้น้อยลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ธุรกิจจึงต้องใช้มาร์เก็ตติ้งเทคโนโลยีเพื่อผลักดันยอดขายให้มากขึ้น โดยการใช้งานจะไม่ได้หลับหูหลับตาใช้แต่จะเป็นการใช้ที่แมทกับเรียลดีมานต์ ซึ่งจะสร้างคอนเวอร์ชัน (Conversion) คือ การทำแคมเปญโฆษณาที่มีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มหมายเกิดการซื้อสินค้าหรือบริการมากกว่าจะเป็นแค่สร้างการรับรู้แต่เพียงอย่างเดียว

ภาพ : Shutterstock

5G จุดเปลี่ยนประเทศไทย

วีรเดช พาณิชย์วิสัย ผู้จัดการฝ่ายการวิจัยด้านโทรคมนาคม และการสื่อสาร บริษัท ไอดีซี ประเทศไทย จำกัด เล่าว่า เทคโนโลยี 5G ซึ่งมีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 100 เท่า และประเทศไทยกำลังได้ใช้ 5G ในช่วงกลางปี 2563 ในบางพื้นที่นั้น

ไอดีซีคาดการณ์ว่าการใช้งานจริงๆ ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นในปี 2564 จุดเปลี่ยนของประเทศไทยเมื่อมี 5G  องค์กรใหญ่จะนำเทคโนโลยีไอโอทีมาใช้ภายในโรงงานปี 2565 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ในขณะที่แรงงานที่ทักษะต่ำจะได้รับผลกระทบจากการทรานส์ฟอร์เมชั่นในอุตสาหกรรมครั้งนี้

วิถีชีวิตของคนไทยจะค่อยๆ เปลี่ยนเข้าสู่ 3 Smart โดยคาดว่าในช่วงปี 2563  โอเปอเรเตอร์หรือค่ายมือถือต่างๆ จะแข่งขันในเชิงของการทำตลาดมากกว่า ว่าแต่ละค่ายมีเครือข่าย 5G ให้บริการอย่างไรกันบ้าง

  • สมาร์ทซิตี้ (Smart City) การสร้างเมืองอัจฉริยะเพื่อทำให้คุณภาพของผู้อยู่อาศัยดีขึ้น
  • สมาร์ทไลฟ์ (Smart Life) คือ การใช้อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ เพื่อทำให้การดำเนินชีวิตง่ายและสะดวกสบาย
  • สมาร์ทโฮม (Smart Home) เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่จะมีเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันนี้มีเพียงแค่กลุ่มทีวี เครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก

สู่ยุคเริ่มต้นของ  AI แท้จริง

ที่ผ่านมาเราพูดถึง AI (Artificial intelligence) หรือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กันมานานมาก แต่ปี 2563 ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่ยุคของการเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจาก AI จะใช้ได้ต้องมีการเก็บ Big Data และต้องใช้เทคโนโลยีเกิดการเรียนรู้ในระดับหนึ่ง

องค์กรของไทยเริ่มให้ความสำคัญกับมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ยังขาดนักวิเคราะห์ Big Data ที่จะเชื่อมข้อมูล แต่ปี 2563 จะเริ่มเห็นความพร้อมและนำ AI มาใช้เพื่อทำ เพอร์ซันนัลไลซ์ มาร์เก็ตติ้ง (Personalized Marketing)  เป็นการทำตลาดแบบเฉพาะเจาะจง เข้าถึงรายบุคคลที่เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากนี้โรงพยาบาลจะแข่งขันกันทางด้านแพลตฟอร์ม Big Data in healthcare หรือการนำข้อมูลของผู้ป่วยมาประมวลผลสุขภาพ พร้อมกับระบบการแจ้งเตือนให้เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมตามวันและเวลาที่หมอนัด ซึ่งจะช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพไปได้ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้พัฒนา AI ไปถึงขั้นการผ่าตัด

ซูเปอร์แอปฯ เกิด แอปทั่วไปตาย

อัตราการใช้แอปพลิเคชั่นของคนไทยโดยเฉลี่ย 9 แอปฯ บนมือถือนั้น ทำให้แอปฯ ที่มีเพียงฟังก์ชั่นการใช้งานเพียงอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์และล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก

และตอนนี้ซูเปอร์แอป หรือแอปที่รวบรวมการใช้งานหลายด้านเป็นทุกอย่างของไลฟ์สไตล์ ก็แจ้งเกิดมาเรียบร้อย เช่น Line Grab แอปธนาคารต่างๆ  ที่รวบรวมการบริการทั้งดูหนัง ฟังเพลง สั่งอาหาร เดินทาง นอกจากนี้ยังจับมือร่วมกับค้าปลีก เพื่อทำรอยัลตี้โปรแกรมในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำดาต้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค

เทรนด์การตลาดที่เริ่มเห็น อย่าง “The 1 Biz” แอปพลิเคชั่นของกลุ่มเซ็นทรัล เริ่มสร้างอีโคซิสเต็ม รอยัลตี้โปรแกรม สะสมแต้มและแลกของ เปิดโอกาสให้พันธมิตรนอกเครือผนึกกำลังจากปัจจุบัน มีร้านค้ากว่า 1,000 ร้านค้ารวมกว่า 600 แบรนด์ที่เข้าร่วม หรือสร้าง “The 1 Biz” เป็นแอปที่มีบริการใช้งานเพิ่มขึ้น

สรุป

เทคโนโลยีจะค่อยๆ เข้ามาเป็นเครื่องมือในระบบซัพพลายเชนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการผลิต โลจิสติกส์ ซึ่งปี 2563 เป็นยุคที่การใช้ Big Data เพิ่งเบ่งบานเท่านั้น โดยจะเห็นการแข่งขัน เพอร์ซันนัลไลซ์ มาร์เก็ตติ้ง (Personalized Marketing) ที่เป็นของแท้และรุนแรงเพื่อช่วงชิงกำลังการซื้อในภาวะที่เศรษฐกิจก็ไม่ค่อยสู้ดี และแน่นอนว่าน่าจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มสมาร์ทโฮมจำนวนมากที่ออกมาทำตลาด เพื่อโหนกระแส 5G ที่จะเกิดขึ้น

10 เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงที่สุดในปี 2020

10 เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงที่สุดในปี 2020

การ์ทเนอร์ระบุถึงแนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต โดยตอนนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและคาดว่าจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายและสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างมากขึ้น หรือมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนถึงระดับสูงสุดในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า

10 แนวโน้มเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดสำหรับปี 2020

Hyperautomation

Hyperautomation เป็นการผสานรวมเทคโนโลยี Machine Learning (ML), ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป และเครื่องมือต่าง ๆ สำหรับระบบงานอัตโนมัติเข้าไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการทำงาน ไฮเปอร์ออโตเมชั่นนอกจากจะครอบคลุมเครื่องมือที่หลากหลายแล้ว ยังครอบคลุมทุกขั้นตอนของระบบงานอัตโนมัติ (ค้นหา วิเคราะห์ ออกแบบ ดำเนินการโดยอัตโนมัติ ตรวจวัด กำกับดูแล และประเมินผล) การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกที่หลากหลายของระบบอัตโนมัติ รวมถึงความเกี่ยวข้องกันของกลไกเหล่านี้ และแนวทางการผสานรวมกลไกต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืนถือเป็นหัวใจสำคัญของไฮเปอร์ออโตเมชั่น เทรนด์ดังกล่าวเริ่มต้นจากกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Robotic Process Automation – RPA) อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงแค่ RPA ไม่ถือว่าเป็นไฮเปอร์ออโตเมชั่น เพราะระบบไฮเปอร์ออโตเมชั่นจำเป็นต้องอาศัยการผสานรวมเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่แทนมนุษย์

Multiexperience

จนถึงปี 2571 ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้รับรู้และสัมผัสกับโลกดิจิทัล รวมถึงวิธีการโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์กับโลกดิจิทัล แพลตฟอร์มการสนทนา (Conversational Platforms) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับรูปแบบการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับโลกดิจิทัล ขณะที่ Virtual reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Mixed Reality (MR) ทำให้รูปแบบการรับรู้และสัมผัสกับโลกดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ทั้งในส่วนของรูปแบบการรับรู้และการมีปฏิสัมพันธ์จะนำไปสู่ประสบการณ์แบบพหุประสาทสัมผัส (Multisensory) ในหลากหลายรูปแบบ (Multimodal)

Democratization of Expertise Democratization

การเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค (เช่น ML, การพัฒนาแอพพลิเคชั่น) หรือความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ (เช่น กระบวนการขาย การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์) ผ่านประสบการณ์ที่เรียบง่ายกว่าเดิม และไม่จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมที่ยาวนานและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น นักพัฒนาทั่วไปที่สามารถทำหน้าที่เป็นดาต้า ไซแอนทิส (Data Scientists) หรือผู้ติดตั้งระบบโดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือสามารถพัฒนาโปรแกรมหรือสร้างโมเดลข้อมูลโดยไม่ต้องเขียนโค้ด

จนถึงปี 2566 การ์ทเนอร์คาดว่า 4 ปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวเร่งแนวโน้ม Democratization ให้เกิดขึ้น ได้แก่ Democratization ในด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (เครื่องมือที่ใช้สำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะขยายไปสู่ชุมชนนักพัฒนาระดับมืออาชีพ), การพัฒนา (ใช้เครื่องมือ AI ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น), การออกแบบ (ขยายไปสู่กระบวนการที่ไม่ต้องมีการเขียนโค้ดหรือใช้โค้ดน้อยมาก โดยอาศัยฟังก์ชั่นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมที่ทำงานแบบอัตโนมัติ เพื่อเสริมศักยภาพให้แก่นักพัฒนาทั่วไป) และความรู้ (บุคลากรที่ไม่ได้อยู่ในสายงานไอทีสามารถใช้เครื่องมือและระบบความเชี่ยวชาญเพื่อปรับใช้ทักษะเฉพาะด้าน) Human Augmentation

Human Augmentation

เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงทางด้านการรับรู้และกายภาพ โดยเป็นส่วนสำคัญของประสบการณ์ของผู้ใช้ Augmentation ในด้านกายภาพจะช่วยปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงขีดความสามารถของมนุษย์ ด้วยการปลูกถ่ายหรือติดตั้งส่วนประกอบทางด้านเทคโนโลยีไว้บนร่างกายของมนุษย์ เช่น อุปกรณ์สวมใส่ ส่วน Augmentation ในด้านการรับรู้จะอาศัยการเข้าถึงข้อมูลและการใช้แอพพลิเคชั่นบนระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป รวมถึงอินเทอร์เฟซแบบ Multiexperience ในสภาพแวดล้อมของสมาร์ทสเปซ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จะมีการยกระดับ Human Augmentation ทั้งด้านกายภาพและการรับรู้ โดยจะได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของผู้ใช้ และจะนำไปสู่กระแส “Consumerization” รูปแบบใหม่ ซึ่งพนักงานจะพยายามใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างและขยายขีดความสามารถและประสบการณ์ของตนเอง และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานภายในสำนักงาน

Transparency and Traceability

ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้เพิ่มมากขึ้นว่าข้อมูลส่วนตัวของตนมีมูลค่า และดังนั้นจึงต้องการที่จะควบคุมข้อมูลดังกล่าว องค์กรต่าง ๆ รับรู้ถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นของการปกป้องและจัดการข้อมูลส่วนตัว ขณะที่รัฐบาลเริ่มบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อให้มีการคุ้มครองและจัดการข้อมูลดังกล่าวอย่างเหมาะสม ความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนจริยธรรมทางดิจิทัล (Digital Ethics) และการปกป้องความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับหมายรวมถึงแนวคิด การดำเนินการ เทคโนโลยีที่รองรับ และแนวทางปฏิบัติที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อรองรับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรมสำหรับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ รวมทั้งแก้ไขปัญหาการขาดความน่าเชื่อถือของบริษัทต่าง ๆ องค์กรที่พยายามจะสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือจำเป็นที่จะต้องมุ่งเน้น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ (1) AI และ ML; (2) การเก็บรักษา การครอบครอง และการควบคุมข้อมูลส่วนตัว และ (3) การออกแบบที่สอดคล้องกันตามหลักจริยธรรม การเพิ่มขีดความสามารถให้กับส่วนขอบของเครือข่าย (Empowered Edge)

เอดจ์คอมพิวติ้ง (Edge Computing)

เป็นโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จัดวางการประมวลผลข้อมูลและการรวบรวมและนำเสนอคอนเทนต์ไว้ใกล้กับแหล่งที่มา คลังข้อมูล และผู้ใช้ข้อมูลดังกล่าว โดยพยายามที่จะทำให้แทรฟฟิกและการประมวลผลอยู่ในเครือข่ายโลคอล เพื่อลดความหน่วง ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ส่วนขอบของเครือข่าย และเพิ่มอำนาจในการควบคุมและตัดสินใจให้กับระบบที่อยู่ส่วนขอบของเครือข่าย

ความสนใจเอดจ์คอมพิวติ้งในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากความจำเป็นของระบบ IoT ที่ต้องรองรับการทำงานในลักษณะกระจัดกระจายในโลกของ IoT ที่มีอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับอุตสาหกรรมหนึ่ง ๆ เป็นการเฉพาะ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตหรือค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ในอนาคต เอดจ์คอมพิวติ้งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและทุกการใช้งาน เพราะส่วนที่อยู่รอบนอกของเครือข่ายถูกเสริมศักยภาพด้วยทรัพยากรประมวลผลที่ก้าวล้ำและรองรับการใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น รวมไปถึงอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น อุปกรณ์ลูกข่ายที่ซับซ้อน เช่น หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะไร้คนขับ และระบบปฏิบัติการ จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น

ระบบคลาวด์แบบกระจาย (Distributed Cloud)

ระบบคลาวด์แบบกระจายหมายถึงการกระจายตัวของบริการคลาวด์สาธารณะไปยังสถานที่ต่าง ๆ โดยที่ผู้ให้บริการต้นทางของคลาวด์สาธารณะมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล ปรับปรุง และพัฒนาบริการดังกล่าว ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากเดิมที่บริการคลาวด์สาธารณะส่วนใหญ่มีลักษณะรวมศูนย์ (Centralized) และการเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่ศักราชใหม่ของคลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing)

อุปกรณ์อัตโนมัติ (Autonomous Things)

อุปกรณ์อัตโนมัติหมายถึงอุปกรณ์ทางกายภาพที่ใช้ AI เพื่อทำงานต่างๆ โดยอัตโนมัติ โดยเข้ามาแทนที่มนุษย์ อุปกรณ์อัตโนมัติที่พบเห็นได้ทั่วไปก็คือ หุ่นยนต์ โดรน ยานพาหนะ/เรือไร้คนขับ และเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทำงานได้เอง การทำงานแบบอัตโนมัติที่ว่านี้จะครอบคลุมขอบเขตมากกว่าการทำงานอัตโนมัติตามโมเดลที่ตั้งค่าไว้อย่างตายตัว กล่าวคือ อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้ AI เพื่อทำงานขั้นสูง และโต้ตอบกับคนหรือสิ่งรอบข้างได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะที่ความสามารถทางเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง กฎระเบียบก็มีการเปิดกว้างและอนุญาตให้ใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้น และสังคมให้การยอมรับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อุปกรณ์อัตโนมัติถูกใช้งานมากขึ้นในพื้นที่สาธารณะที่ปราศจากการควบคุม

ขณะที่อุปกรณ์อัตโนมัติได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เราคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานตามลำพังไปสู่กลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะหลาย ๆ เครื่องที่ทำงานร่วมกัน โดยอาจแยกเป็นอิสระจากคนหรืออาจมีการป้อนคำสั่งโดยมนุษย์ ตัวอย่างเช่น แขนกลหลากหลายรูปแบบที่ทำงานอย่างสอดประสานกันในโรงงานประกอบชิ้นส่วน ในส่วนของธุรกิจขนส่ง โซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการใช้อุปกรณ์อัตโนมัติเพื่อเคลื่อนย้ายพัสดุไปยังพื้นที่เป้าหมาย โดยหุ่นยนต์และโดรนที่เดินทางไปพร้อมกับยานพาหนะอาจจะทำหน้าที่จัดส่งพัสดุถึงมือผู้รับปลายทาง

บล็อกเชนที่ใช้งานได้ในทางปฏิบัติ

เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มีศักยภาพที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และรองรับการแลกเปลี่ยนมูลค่าในระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรม และปรับปรุงกระแสเงินสด เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินทรัพย์ จึงลดโอกาสที่จะมีการสลับเปลี่ยนเป็นสินค้าปลอม นอกจากนี้ การตรวจสอบติดตามสินทรัพย์ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การตรวจสอบสินค้าประเภทอาหารในซัพพลายเชนเพื่อระบุแหล่งที่มาของการปนเปื้อน หรือการตรวจสอบชิ้นส่วนที่เฉพาะเจาะจงเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเรียกคืนสินค้า การใช้งานบล็อกเชนในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ก็คือ การจัดการตัวตนผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าสัญญาแบบ Smart Contract ไว้ในบล็อกเชน เพื่อให้เหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทริกเกอร์ให้เกิดการดำเนินการอื่นต่อไป เช่น ระบบจะปลดล็อคการชำระเงินหลังจากลูกค้าได้รับสินค้า

บล็อกเชนยังขาดความพร้อมสำหรับการใช้งานในระดับองค์กร เนื่องจากยังมีปัญหาด้านเทคนิคมากมายหลายประการ เช่น ขาดเสถียรภาพ และไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีปัญหาท้าทายดังกล่าว แต่เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่สูงมากสำหรับการพลิกโฉมอุตสาหกรรมและการสร้างรายได้ ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงควรเริ่มต้นพิจารณาและประเมินความเป็นไปได้ของบล็อกเชน แต่เราคาดว่ายังคงไม่มีการปรับใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้

ระบบรักษาความปลอดภัย AI

AI และ ML จะยังคงถูกใช้งานเพื่อยกระดับการตัดสินใจของมนุษย์ในการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสในการรองรับระบบไฮเปอร์ออโตเมชั่น และการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์อัตโนมัติเพื่อปรับปรุงธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดปัญหาท้าทายใหม่ ๆ สำหรับทีมงานฝ่ายไอทีที่ดูแลด้านความปลอดภัยและผู้บริหารที่ต้องจัดการดูแลความเสี่ยง เพราะจะทำให้มีช่องทางการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการใช้งาน IoT, คลาวด์คอมพิวติ้ง, ไมโครเซอร์วิส และระบบที่มีการเชื่อมต่อกันอย่างกว้างขวางในสมาร์ทสเปซ ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยและความเสี่ยงควรจะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ การปกป้องระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI, การใช้ AI เพื่อปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัย และการคาดการณ์เกี่ยวกับการใช้งาน AI โดยคนร้ายที่ต้องการโจมตีเครือข่าย

10 เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงที่สุดในปี 2020
เทคโนโลยี ในปี 2020

10 กล้องเว็บแคม ( Webcam ) ยี่ห้อไหนดี ในปี 2020

ในยุคที่การเป็นสตรีมเมอร์ การเรียนออนไลน์ และการทำงานแบบ Work From Home เป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยม และกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่เลี่ยงไปไม่ได้เสียแล้วในขณะนี้ เป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ทั้ง โน๊ตบุ๊คแท็บเล็ตสมาร์ทโฟน และอุปกรณ์เสริม สำหรับใช้งานคู่กันกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดังกล่าว เริ่มกลายเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย สำหรับการหามาใช้งานเพื่อตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันกับสิ่งอื่น ๆ ก็คงจะเป็น กล้องเว็บแคม ที่ช่วยให้คุณสนทนาหน้ากล้อง แบบเห็นหน้ากันได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อจากสถานที่ใด ๆ ก็ตาม รวมไปถึง ยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการทำงานของหลากหลายอาชีพ ทั้งสตรีมเมอร์ ยูทูปเบอร์ หรือแม้แต่ติวเตอร์ในสมัยนี้ ที่เรียกว่าแทบจะขาดไปไม่ได้เลยทีเดียวครับ

กล้องเว็บแคม

10 กล้องเว็บแคม ( Webcam ) ยี่ห้อไหนดี ในปี 2020

  1. Logitech Brio 4K Ultra HD
  2. Hoco Webcam Full HD 1080P DI01
  3. Oker HD-629
  4. Logitech C920 Pro HD
  5. Nubwo NWC-560 Web Cam 720P
  6. GloryStar HD Webcam 1080P
  7. BESDER 1080P Web Camera
  8. WEBCAM HD OE-019
  9. CAISHENDO A870 HD Webcam 480P
  10. BEN Webcam 1080P