Slider

สเปคกล้องเว็บแคม สำหรับ Live Streaming เพื่อเหล่า Gamer

ถ้าพูดถึงธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ และเม็ดเงินหมุนเวียนจำนวนมาก ทุกคนคงนึกถึงวงการเกมส์ และธุรกิจ E-sport นั้นกำลังเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้เข้าถึงเกมบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในปริมาณมหาศาล ทำให้เกิดอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลกมากมายในไม่กี่ปีมานี้ ไม่ว่าจะเป็นสายฮาร์ดคอร์อย่างนักเล่นเกมมืออาชีพ โค้ชสำหรับทีมแข่งขัน นักพากย์กีฬาอิเล็กทรอนิกส์ หรือสายแคชช่วลแบบยูทูปเปอร์ และสตรีมเมอร์ ซึ่งอาชีพเหล่านี้ก็ได้กลายมาเป็นอาชีพในฝันของหลาย ๆ คน วันนี้เราจะมาพูดกันถึงอาวุธชิ้นสำคัญของเกมสตรีมเมอร์ หรือนักแคสเกมหนึ่งในอาชีพในฝันของทุก ๆ คนกันอย่างกล้องเว็บแคม

กล้องธรรมดา ๆ ไม่ได้เหรอ ?

กล้องแคมแชท หรือกล้องเว็บแคม แต่เดิมเป็นอุปกรณ์สำหรับทำการไลฟ์แชท หรือสื่อสารทางไกลเท่านั้น ด้วยความที่ไมได้มีโปรแกรมอะไรที่สามารถรองรับไลฟ์แชทและสามารถ่ายทอดสดได้ด้วยความเร็วสูงทำให้กล้องสมัยก่อนไม่ได้มีสเปคดีเท่าไหร่นัก และราคาก็จะออกไปทางค่อนข้างถูก นั่นทำให้หลาย ๆ คนที่เคยชินกับราคากล้องเว็บแคมตัวละ 200 แบบแต่ก่อนอาจจะต้องตกใจกับราคาในสมัยนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบสเป็คดี ๆ แล้วล่ะก็ จะพบได้เลยว่าจริง ๆ แล้วกล้องตัวดี ๆ ก็ไม่ได้มีราคาแพงอะไรเลย ยิ่งในสมัยนี้แพลตฟอร์มสำหรับสตรีมมิ่งนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การเลือกสรรอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ

1080เลยดีมั้ย ยังไงก็ต้องจ่าย ?

กล้องแคมแชทสำหรับ Live Stream ในยุคนี้คงจะมีมาตรฐานความละเอียดภาพอยู่ที่ 720p และบางตัวที่เป้นที่นิยมกันก็สูงถึง 1080แต่ก่อนที่เหล่าสตรีมเมอร์จะเผลอซื้อกันอยากให้รองรีเช็คตัวเองดูดี ๆ ว่า ตัวเองต้องการความละเอียดเท่าไหร่ การอัพโฟลดไฟล์ขนาด 1080โดยการ Live Stream อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะขนาดภาพไม่ได้เป็นมิตรทั้งกับผู้รับ และผู้ส่งเท่าไหร่นัก ตัวกล้องพวกนี้จะเหมาะกับการถ่ายอัดแล้วตัดต่อแบบยูทูปเบอร์ หรือคนที่มีเน็ตแรง ๆ ที่สามารถอัพภาพได้เสถียร  โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ของตัวกล้องว่าเขาตั้งค่าให้กล้องจัดการยังไงเมื่ออินเตอร์เน็ทเราตก หรือช้านั่นเองซึ่งความชัด 720เอาจริง ๆ ก็จัดว่าชัดมาก ๆ แล้วในการถ่ายทอดฉะนั้นการลงทุนกับกล้องตัวแรกก็ต้องลองถามตัวเองก่อนว่า “ของมันต้องมีมั้ย ?” เกิดว่าวันไหนเราอยากจะเลิกการลงทุนน้อยก็ช่วยเซฟตัวเราได้เช่นกัน

นอกเหนือจากขนาดภาพแล้วต้องดูอะไรอีกบ้าง ?

นอกเหนือจากขนาดภาพแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพยายามหารีวิวเรื่องความทนทานการใช้งาน ซื้อกล้องตัวนึงมา 2,000 ใช้ได้ครึ่งปีพังแล้วอันนี้ก็คงจะไม่ไหว เกมมิ่งเกียร์ยี่ห้อหลอกเด็กต่อให้คุณภาพไม่ดีเท่าที่โม้ก็ยังพอใช้ได้ แต่ถ้าเป็นกล้องเว็บแคมแล้วล่ะก้ขอบอกเลยว่ายอมซื้อของในยี่ห้อที่ไว้ใจได้ดีกว่า นอกเหนือจากนั้นก็เป็นเรื่องวิธีการ Live Stream ของเราครับ เพราะกล้องบางตัวก็มาพร้อมกับ Original Software ที่ช่วยในการสตรีมทำให้การสตรีมมีความหลากหลายมากขึ้นไปด้วย เช่นเดียวกับสาย VR หรือ Streamer บางคนที่ใช้ Green Screen ก็ต้องดูกล้องที่มีค่าชดเชยแสงสูง ๆ และ Noise น้อย ๆ หน่อยเพราะถ้าเกิดว่าภาพมืดเกินไปและมีนอยซ์มาก ตอนตัดกรีนสกรีนรับรองได้เลยว่าไม่น่าดูแน่ ๆ นั่นเอง

แล้วกล้องตัวไหนกำลังมาแรง ?

  • Logitech C920

คุณสามารถเพิกเฉยต่อ Logitech C922 ที่เพิ่งออกมาได้เลยเพราะลูกเล่นของกล้องเว็บแคม C922 ไม่ได้มีความสำคัญกับการ Live Stream เท่าไรนัก ส่วนมากเป็นลูกเล่นที่เหมาะกับการเอาไปใช้ทำ V-log หรือท่องเที่ยวนอกสถานที่มากกว่า ฉะนั้นถ้าคุณเป็นเกมเมอร์สายติดบ้าน Logitech C920 นั้นสบายกระเป๋ามากกว่าและยังมีสเปคที่จัดได้ว่าคุ้มราคามาก ๆ ตัวกล้องรองรับขนาดภาพทั้ง 720p และ 1080p แต่คุณอาจจะต้องการไมโครโฟนดี ๆ และการจัดไฟดี ๆ เพื่อทำให้ตัวกล้องแสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่ต้องกลัวว่าใช้ธรรมดา ๆ จะไม่สวยเพราะ Logitech ยังเป็นกล้อง Live Stream ที่เหล่า Streamer ไม่ว่าจะเป็นมือเก่าหรือใหม่ก็เลือกใช้งานมันมากที่สุด เป็นตัวแทนการันตีความสามารถของมันนั่นเอง

  • Razer Kiyo

อีกตัวนึงที่น่าสนใจแต่ถ้าจะให้พูดจริง ๆ การใช้งานของ C920 ภาพรวมนั้นก็ยังดีกว่า Kiyo อยู่ แต่ข้อดีของเจ้า Razer Kiyo คือการที่มันแถมไฟมาพร้อมกับกล้องด้วยทำให้เหมาะมาก ๆ สำหรับผู้เริ่มต้นเพราะแทบจะไม่ต้องจัดไฟอะไรให้ยุ่งยาก แนวภาพของ Kiyo ในห้องสว่าง ๆ จะฟุ้งคล้ายกับใช้แอพพลิเคชั่น Camera 360 ในขณะเดียวกันตัวมันกลับใช้งานได้ดีมาก ๆ เมื่อแสงน้อยและให้ภาพได้ชัดและสวยกว่า C920 ในห้องมืด ๆ นั่นเอง

สายอาชีพสตรีมเมอร์นับได้ว่าเป็นตลาดหลักของคนไทยที่อยากทำงานสายเกมมิ่ง เพราะคนไทยมีนิสัยที่ชอบการดูเกมแคสติ้ง (game casting) มากกว่าเล่นด้วยตัวเอง แต่เสน่ห์ของการสตรีมเกมนั้นยังมีอีกอย่างนั่นก็คือการที่ผู้สตรีมได้ร่วมสุนกและพูดคุยกับแฟนคลับทุก ๆ คนผ่าน Live Steam นั่นเอง ในยุคที่เครื่องเล่นเกมเข้าถึงทุกคนได้ง่าย ๆ บรรยากาศของการนัดรวมตัวกันที่บ้านของเพื่อนซักคน หรือร้านเกม แล้วก็เล่นไปคุยกันไปอย่างออกรสแบบแต่ก่อนก็คงไม่ใช่เรื่องปกติกันอีกแล้ว แต่สิ่งที่ทดแทนมาก็คงจะเป็นการคุยกับเพื่อน ๆ และแฟนคลับ ผ่านกล้องเว็บแคม นั่นเองที่ทำให้เกิดคอมมูนิตี้ของ Live Steamer และผู้ชมขนาดใหญ่ขึ้นมาในประเทศไทย มันอาจจะต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และความพยายามในการเข้าไปเป็นตัวตนหนึ่งในคอมมูนิตี้เหล่านั้นแต่ผมก็หวังว่าจะได้เห็นทุก ๆ คนได้ทำตามความฝันตัวเองนะครับ

5 กล้องตัวท็อป ! “ที่สุด” ในรุ่น 2020 !

ในปีที่ผ่านมา แต่ละแบรนด์ได้มีการเปิดตัวกล้องหลายๆตัวมาแข่งกัน วันนี้เราจะมาพูดถึงจุดเด่นของกล้องที่พึ่งเปิดตัวกันมาในปีที่ผ่านมา ประชันกันว่า ใครจะเด่นในด้านไหน และกล้องตัวไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณ

เริ่มต้นกันที่ “กล้องที่อึดที่สุด ! (แบตเตอรี่)” ก็คือ กล้อง SONY α6600 นั้นเอง ! เป็นกล้องเรือธงที่นอกจากเสียงชื่นชมจากสเป็คของกล้องที่จัดเต็มมาแล้ว กล้อง α6600 เป็นกล้อง APS-C ที่จัดเต็มในการถ่าย ที่ได้ทั้งภาพนิ่งที่ถ่ายได้ถึงความละเอียด 24.2 พิกเซล และวีดีโอ 4K อีกด้วย เพราะด้วยตัวกล้อง SONY α6600 ที่มีกันสั่นถึง 5 แกนที่ช่วยลดการสั่นไหวได้ถึง 5 สตอป จึงทำให้การถ่ายภาพของเราสมูทขึ้น และกล้องตัวนี้ยังเพิ่มช่องเสียบได้ทั้งไมโครโฟนและหูฟัง มาถึงจุดเด่นของแบตเตอรี่ของกล้อง SONY α6600 ที่มาคู่กับแบตเตอรี่รุ่น NP-FZ100 ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความอึดและทน โดยการใช้งานจริงหลังจากที่มีการทดสอบการใช้งานใน 1 วัน สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ถึง 600 ภาพ และวีดีโออีก 20 นาที แบตเตอรี่ของกล้องตัวนี้ยังเหลือราวๆ 20% อยู่เลย นับเป็นกล้องที่มีความอึดถึกและทน (แบตเตอรี่) มากๆเลย !

SONY α6600 BODY ด้านหน้า / ด้านหลัง

 

มาต่อกันในกล้องตัวต่อไป คือ “กล้องที่มีความวินเทจที่สุด !” อินเทรนด์มากในขณะนี้กับการเล่นกล้องฟิล์ม นั่นก็คือ กล้อง FUJIFILM X-Pro 3 นั้นเอง ! ด้วย body ภายนอกของกล้องมีการออกแบบมาในรูปแบบของกล้อง Rangefinder (ช่องมองภาพด้านข้างแบบกล้องฟิล์มสมัยก่อน) ให้มีสไตล์ที่ผสมผสานระหว่างกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตอล ช่องมองภาพนี้เป็นแบบ Advanced Hybrid Viewfinder ที่สามารถเปลี่ยนสลับให้ใช้ได้ทั้ง Optical View Finder (มองภาพจากช่องมองภาพจริง เห็นภาพจริงตรงหน้า ไม่ได้ผ่านจอ electronic) และ Electronic View Finder (เป็นหน้าจอ electronic ที่มีฟังก์ชั่นหรือการปรับตั้งค่า) แถมที่ตัว body ในสีของ Dura Black และ Dura Silver ยังมีการเคลือบสาร Duratech เพื่อป้องกันลอยขีดข่วนของตัวกล้องอีกด้วย กล้อง FUJIFILM X-Pro 3 ตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ! ในส่วนของฟังก์ชั่น กล้องตัวนี้ยังสามารถถ่ายรูปแบบจำลองสีของฟิล์มที่มีถึง 11 แบบ ในสีที่นิยมในอดีตอย่าง Fujifilm Superia และฟิล์มใหม่ที่เอามาใส่ในตัวกล้องนี้อย่างสี CLASSIC Neg แต่ยังไม่ทิ้งความเป็นกล้องดิจิตอลโดยสามารถถ่ายรูปซ้อนได้ถึง 9 เฟรม และยังนำสีของฟิล์มต่างๆมาใช้ในโหมดนี้ได้ด้วย !

FUJIFILM X-Pro 3 BODY ด้านหน้า

FUJIFILM X-Pro 3 BODY ด้านหลัง

 

กล้องตัวต่อไปจะเป็น ”กล้องที่เร็วที่สุด ! (จับโฟกัสได้เร็วที่สุด)” ต้องไม่พ้นกล้อง SONY α9 MII อย่างแน่นอน ! ด้วยกล้อง Full frame ตัวนี้ สามารถจับโฟกัสได้เร็วมาก ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงถึง 20 ภาพต่อวินาที เร็วจนสามารถถ่ายภาพในกีฬาต่างๆโดยไม่พลาดแม้แต่ช็อตเดียว ! และมีฟิเจอร์ Voice Memo ที่สามารถบันทึกเสียงพูดลงในไฟล์ภาพถ่ายเพื่อช่วยในการนำมาใช้งานได้สะดวกขึ้น แถมยังมีการ AI ที่ติดตามการเคลื่อนไหวได้แบบ real time ประมวลผลข้อมูลสี รูปแบบ ระยะทาง ใบหน้า และดวงตาจากเซนเซอร์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงมาก AI นี้ยังสามารถจับรูปแบบดวงตาในแบบของสัตว์ได้ด้วย การถ่ายน้องหมาที่ขยับตัวตลอดเวลาก็จะไม่ยากอีกต่อไปถ้าใช้กล้อง SONY α9 MII ตัวนี้ !

SONY α9 MII BODY ด้านหน้า

SONY α9 MII BODY ด้านหลัง

กล้องตัวนี้จะเป็น “กล้องที่แข็งแรงที่สุด ! (ถึกทนแรงกระแทก)” คิดไม่ผิดหรอก มันคือกล้อง Gopro hero 8 black นั้นเอง ! ด้วยความที่เป็นกล้อง Action Camera ตัวกล้องจะต้องถึกคงทน เรียกได้ว่าเป็นกล้องที่สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกก็ว่าได้ Gopro hero 8 black ตัวใหม่นี้ยังมีกันสั่นแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นเป็น HyperSmooth 2.0 เป็น HyperSmooth Boost ที่แทบจะไม่ต้องใช้ไม้กันสั่นกันเลยทีเดียว กล้อง Action Camera ตัวจิ๋วพกพาง่ายนี้ ยังลองรับการถ่ายวีดีโอ 4K ได้สูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที แถมมุมมองในการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นเป็น 4 แบบ มี Linear (19-39mm), Narrow (27mm) , SuperView (16mm) ,Wide (16-34mm) คราวนี้ก็เก็บวิวตอนที่ไปท่องเที่ยวถ่าพภาพหรือถ่ายวีดีโอได้ครบไม่ขาดตอนแล้ว !

Gopro hero 8 black BODY ด้านหน้า

 

Gopro hero 8 black BODY ด้านหลัง

 

มาที่กล้องที่สุดตัวสุดท้ายกันแล้ว นั้นคือ กล้องที่เอาใจสาวๆมากที่สุด “กล้องที่น่ารักที่สุด ! (ใสๆเหมาะกับสาวๆที่สุด)” เรียกได้ว่าสาวๆน่าจะไม่พลาดกันในส่วนของกล้องตัวนี้เลย FUJIFILM MINI INSTAX LIPLAY ที่พึ่งเปิดตัวกันไปในตอนปลายปีที่ผ่านมานี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนจะได้ยินในชื่อเสียงของตัวกล้อง INSTAX ที่สามารถถ่ายภาพปุ๊บ ปริ้นท์ภาพได้ปั๊บ ! โดยการเลือกภาพจากหน้าจอด้านหลังก่อนที่จะปริ้นท์ออกมา ทำให้ไม่สิ้นเปลืองฟิล์มแถมยังได้รูปที่เราต้องการ ! และตัว INSTAX MINI LIPLAY ตัวนี้ยังสามารถอัดเสียงลงไปในภาพที่ปริ้นท์มาในแต่ละภาพได้อีกด้วย ! ฟังไม่ผิด มันสามารถเก็บเสียงในขณะถ่ายรูปนั้นๆได้จริงๆ หลังจากที่รูปออกมาแล้วจะมี QR code ที่พอเราสแกน สามารถเข้าไปฟังเสียงผ่านโทรศัพท์เราได้อีกด้วย และยังสามารถสั่งถ่ายรูประยะไกลจากสมาร์ตโฟนของเราอีก !

FUJIFILM MINI INSTAX LIPLAY

ประเภทของกล้อง

สัดส่วนของภาพที่อัดกระดาษออกมาตามมาตรฐาน คือ 4×6 นิ้ว ซึ่งเท่ากับว่าภาพมีสัดส่วน 1:1.5 กล้องดิจิตอลระดับมือสมัครเล่นจะมีสัดส่วนภาพอยู่ประมาณ 1600×1200 pixels หรือ 1:1.33 เพื่อให้เข้ากับจอมอนิเตอร์หรือ TV ทำให้เวลานำภาพไปอัดจึงต้องตัดส่วนภาพบนกระดาษไป ส่วนกล้องดิจิตอลระดับมืออาชีพ(จำพวก DSLR) จะมีสัดส่วนประมาณ 1:1.5 ซึ่งเท่ากับฟิล์มขนาด 35 มม.เวลานำไปอัดจึงไม่เป็นปัญหา
พูดถึงระดับของกล้องดิจิตอล ก็แบ่งเป็น 3 ระดับคือ

1.Compact – เป็นกล้องที่เน้นไปทาง สะดวกสบาย พกง่าย ถ่ายง่าย เรียกว่าอัตโนมัติแทบจะทั้งหมด แต่ปรับอะไรไม่ค่อยได้

ชนิดของกล้องและระบบของกล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้อง, กล้องถ่ายรูป, ราคากล้องดิจิตอล, กล้องมือสอง, กล้องถ่ายรูปดิจิตอล, กล้อง digital
2.Prosumer – เป็นกล้องที่ระบบการทำงานดีขึ้นมาหน่อย เช่น มีระบบวัดแสง ชดเชยแสง ปรับความชัดผ่านเลนส์ ระบบ Manual การต่อ Flash ภายนอก ซึ่งทำให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งานมากขึ้น แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้

ชนิดของกล้องและระบบของกล้อง, กล้องดิจิตอล, กล้อง, กล้องถ่ายรูป, ราคากล้องดิจิตอล, กล้องมือสอง, กล้องถ่ายรูปดิจิตอล, กล้อง digital
3.Professional – เป็นกล้องระดับมืออาชีพที่คล้ายกับกล้อง SLR ในระบบฟิล์ม แต่เปลี่ยนจากการใช้ฟิล์มมาเป็นการใช้เซ็นเซอร์รับแสง ซึ่งระบบการทำงานสามารถปรับได้ทั้งหมดตามความสามารถของผู้ถ่าย