Slider

โปรแกรมฟรี หรือโปรแกรมเสียเงิน ดีกว่ากัน ?

คุณเคยประสบปัญหาไม่อยากจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์ แต่อยากได้ซอฟแวร์ดีดี แต่พอซื้อมาแล้วต้องมานั่งวุ่นวาย ไหนจะเอาไฟล์ exe มาใส่ folder อะไรก็ไม่รู้ อ้าว… นี่มันคือการดัดแปลงแก้ไข ทำให้ซอฟต์แวร์ดีดีใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียเงินนั่นเอง แต่ใช้ไป ๆ พี่ตำรวจมาเยี่ยมซะงั้น พร้อมบอกข้อหาว่า คุณกำลังละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา จะทำยังไงดีทีนี้ หนักหน่อยโดนโทษปรับ ดีหน่อยเขาก็ให้เลือก ถ้าไม่ซื้อของเขาต้องเลิกใช้ แล้วจะใช้โปรแกรมอะไรล่ะ ลองเข้า Google ใช้คำค้นหาแบบสิ้นคิด

ไม่ต่างจากสั่งข้าวกะเพราหมูไข่ดาว ซึ่ง keyword นั้นก็คือ “โปรแกรมฟรี” เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณจะพบเว็บไซต์คุณภาพ เช่น thaiware.com, downloaddd.com, download.com เป็นต้น คุณเริ่มเข้าไปในเว็บไซต์นั้น แล้วเริ่มดาวน์โหลดโปรแกรมเหล่านั้นมาใช้ แต่ก็พบว่าใช้ไป หงุดหงิดไป แถมงานที่ออกมากลับแย่กว่าใช้โปรแกรม paint ในวินโดวส์เสียอีก เพราะคุณใช้โปรแกรมฟรีเหล่านั้นไม่เป็น

ฉะนั้น วันนี้เรามาคุยกันว่า ควรจะใช้ โปรแกรมฟรี หรือ โปรแกรมเสียเงิน ดีกว่ากัน !!

หลายคนคงคิดว่า ใช้โปรแกรมฟรี ดีกว่าแน่นอน แต่ความจริงแล้วไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะบริษัทผลิตซอฟต์แวร์รู้ดีว่า เขาต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สินค้าของเขา เช่น ถ้าคุณใช้ Adobe acrobat Pro เพื่อสร้าง PDF อยู่ดีดีแล้ว ต้องไปใช้โปรแกรมฟรีอื่น ๆ คุณภาพของไฟล์อาจจะไม่ได้ออกมาเหมือนอย่างของ original บางทีคนเปิดด้วย Adobe Acrobat reader ก็อาจจะอ่านได้ไม่ครบถ้วน หรือโปรแกรม 3D CAD อย่างพวก SOLIDWORKS หรือ Autodesk Inventor หรือฟรี 3D CAD เช่น FreeCAD เอง ก็จะมีไฟล์ของตัวเอง ที่เมื่อเปิดโดยตัวของมันเองเท่านั้น งานถึงจะสมบูรณ์

ร้ายกว่านั้นกลับไม่ใช่เรื่องของ feature ของโปรแกรมเลย กลับเป็นเรื่องของความคุ้นชินของผู้ใช้โปรแกรม ที่เป็นสิ่งที่ยากที่สุด เช่น ถ้าวันนี้คุณใช้ Microsoft outlook อยู่ดีดี แล้วเกิดเจ้านายคุณเดินมา บอกให้คุณเปลี่ยนไปใช้ Thunderbird ของ Mozilla ขึ้นมา คุณคงชะงัก ทั้งในเรื่องหน้าตาและ feature ก็ไม่เหมือนกัน ความเข้ากันได้ของโปรแกรมก็จะลดทอนลงบ้าง

ก่อนผมจะโดนแฟน ๆ และสาวกของโปรแกรมที่พูดชื่อขึ้นมา โพสต์ต่อว่าผมในหน้าเพจ ขอออกตัวก่อนเลยว่า นั่นคือตัวอย่างจริง ต่อพฤติกรรมจริง ของผู้ใช้งานโปรแกรม ที่บางครั้งความอยากใช้ ก็มิได้สอดคล้องกับความอยากหรือความสามารถที่จะจ่ายเงินซื้อ แล้วควรจะทำยังไง ?

ถ้าเราต้องการใช้โปรแกรมพวกนี้ในการทำงานจริง ๆ วันนี้ผมขอนำประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาด้าน software มายาวนานถึง 11 ปี มาบอกวิธีวิเคราะห์สั้น ๆ ง่าย ๆ และการวางแผนการใช้โปรแกรมที่เหมาะสม และไม่ต้องมีปัญหากับพี่ตำรวจมาบอกครับ

ขั้นแรก คุณต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการใช้งานเป็นหลักก่อน จริง ๆ แล้ว คุณต้องการความสามารถของโปรแกรมมากเพียงใด ต้องใช้โปรแกรมด้านไหนบ้าง ให้จดออกมาเลยครับ อย่าเพิ่งเอาตัวเงินมาขวางกั้น เพราะอาจทำให้ทำงานบางอย่างไม่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเครื่องส่วนใหญ่ในองค์กรจะมีโปรแกรมพื้นฐาน ทั้งแบบจ่ายและทดแทนกันได้ ดังนี้

จากลิสต์ข้างบน เป็นเพียงตัวอย่างเด่น ๆ ที่ในแต่ละเครื่อง PC ใน office มีไว้ใช้งาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ ฟรี หรือไม่ฟรี นั้น ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าโปรแกรมที่ต้องจ่ายเงินดีกว่า แต่เป็นทางเลือกของผู้ใช้งานที่มีขนาดของกระเป๋าเงินที่ต่างกัน ซึ่งบางโปรแกรมที่บอกว่า ฟรี เวลาเราค้นหาเจอใน internet บางตัวฟรีจริง ลดค่าใช้จ่ายไปได้พอสมควร ซึ่งผมเอ่ยชื่อทั้งหมดไม่ไหวจริง ๆ แต่ถ้าอยากรู้โปรแกรมประเภทไหนบ้าง ให้ถามทางเพจก็แล้วกัน

ทุกวันนี้ในเครื่องผมทำงานใช้ opensource หรือ free อยู่ครึ่งหนึ่ง ทั้งงานกราฟิก งานตัดต่อ งานคำนวณกระจุกกระจิก โปรแกรม utility ต่าง ๆ พวกนี้ผมใช้ฟรีไม่เคยเสียเงิน ที่จะไม่ฟรีก็แค่ OS กับโปรแกรมใช้งาน office หลัก ตัวสองตัวเท่านั้นเอง

แต่ software free ก็ไม่ได้ให้ใช้ฟรีทั้งหมด บางโปรแกรมอาจให้ feature บางส่วนที่อาจใช้ได้อย่างจำกัดแล้วเลิกฟรี ก็มีโปรแกรมองค์กรหลาย ๆ ตัว บอกว่า ฟรี ก็จริง แต่มีค่าติดตั้ง ไหนจะค่าบำรุงการติดตั้ง และปรับปรุง opensource อีก ซึ่งคุณจะต้องเริ่มลิสต์ราคาออกมา ไม่ว่าจะเป็นราคาซอฟต์แวร์ หรือถ้าฟรี จะมีค่าอื่น ๆ อีกหรือไม่ เช่น ค่าบำรุงการดูแล ค่าติดตั้ง ค่าที่ปรึกษา หลังจากนั้น เมื่อคิดเลขเสร็จแล้ว ให้แบ่งโปรแกรมเป็น 2 ประเภท คือ

1.โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง เช่น บริษัทรับจ้างออกแบบกราฟิก ถ้าไปใช้โปรแกรมฟรี ก็ดูจะประหยัดเงินกับธุรกิจตัวเองไปหน่อย ยกเว้นแต่ว่าราคาโปรแกรมทำให้ธุรกิจไม่สามารถไปรอดได้ หรือมีส่วนต่างมากเกินไป ผมแนะนำให้ลองดู opensource และ free software ทั้งหลาย 2.โปรแกรมที่ไม่เกี่ยวกับแก่นของธุรกิจโดยตรง เช่น ถ้าเป็นบริษัทรับจ้างออกแบบข้างต้น จะไปใช้ Google Docs ก็คงจะไม่มีใครว่า

เมื่อแบ่งเสร็จแล้ว ให้วงกลมประเภทที่คุณอยากได้ และรวมต้นทุนดูว่ารับได้ไหม ถ้ารับได้ แนะนำให้มองว่า งบฯก้อนนี้เป็นงบฯเหมือนกับการซื้อเครื่องมือทำงาน ถ้าโปรแกรมเหล่านั้นช่วยให้ธุรกิจคุณพัฒนาขึ้นไปในทางที่ดี มีเงินเข้ามาและธุรกิจไม่สะดุด

ไม่ว่าโปรแกรมฟรี หรือเสียเงิน ถ้าเลือกเป็น ประหยัดเงินได้ และใช้ถูกวิธี ธุรกิจประสบความสำเร็จแน่นอนครับ